รวม 6 ที่พักรีวิวเยี่ยมจาก Booking.com ในอโยธยา

March 28th, 2018 No comments

ช่วงนี้ทุกคนต่างก็กำลังอินกับแม่หญิงการะเกดกันทั้งบ้านทั้งเมืองจนทำให้อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อนกลับมาฮอตฮิตอีกครั้งในหมู่ผู้เดินทางชาวไทยทิ่นิยมไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับด้วยความที่เป็นเมืองซึ่งไม่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เท่าไรนัก อย่ากระนั้นเลย หากอยากจะตามรอยแม่หญิงการะเกดให้เต็มที่แล้ว ทำไมไม่ลองใช้เวลาช่วงวันหยุดของคุณด้วยทริปค้างคืนที่อยุธยาเสียเลยเล่า วันนี้ Booking.com ผู้นำระดับโลกด้านการเชื่อมโยงผู้เดินทางกับตัวเลือกที่พักน่าทึ่งหลากหลายประเภท จึงขอรวบรวม 6 ที่พักที่ได้รีวิวคะแนนสูงจากผู้เข้าพักในตัวเมืองอยุธยามานำเสนอ เผื่อใครอยากจะลองใช้เวลาวันหยุดให้เต็มอิ่มในแบบแม่หญิงที่อยุธยากัน

Phuttal Residence

unnamed

ให้บริการที่พักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ฟรี บาร์บีคิว และพื้นที่จอดรถส่วนตัวฟรีในสถานที่ ห้องพักมีโทรทัศน์จอแบน บางห้องมีพื้นที่นั่งเล่นสำหรับผ่อนคลายหลังจากวันที่เหน็ดเหนื่อย บางห้องมีลานระเบียงหรือระเบียง ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมพื้นที่ฝักบัว เครื่องใช้ในห้องน้ำฟรีและเครื่องเป่าผมเพื่อความสะดวกสบายของผู้เข้าพัก พร้อมห้องครัวส่วนกลางและจักรยานสำหรับการใช้งานฟรี โดยย่านที่พักเป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับการขี่จักรยาน ที่พักตั้งอยู่ห่างจากอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นระยะทาง 1.1 กิโลเมตร ห่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาเป็นระยะทาง 1.6 กิโลเมตร สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือสนามบินนานาชาติดอนเมืองซึ่งอยู่ห่างจากที่พักเป็นระยะทาง 49 กิโลเมตร

Silp Pa Phra Nakhon Si Ayutthaya

2

ตั้งอยู่ในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาและตั้งอยู่ห่างจากวัดมหาธาตุเป็นระยะทาง 900 ม. ที่พักมีห้องอาหารและอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ฟรี ห้องพักบางห้องมีวิวของสวนหย่อมหรือวิวของเมือง ห้องพักติดตั้งโทรทัศน์จอแบน ที่พักมีห้องนั่งเล่นส่วนกลาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาอยู่ห่างจาก Silp Pa Phra Nakhon Si Ayutthaya เป็นระยะทาง 1.4 กม. ในขณะที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาอยู่ห่างออกไปเป็นระยะทาง 1.7 กม. สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือสนามบินนานาชาติดอนเมืองซึ่งอยู่ห่างจากที่พักเป็นระยะทาง 48 กม.

Iudia Hotel

3

ที่พักสไตล์บูติกแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางซากโบราณของวัดและพระราชวังเก่า หันหน้าไปทางอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลกอยุธยา ให้บริการห้องพักพร้อมอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรี มีคาเฟ่และสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ห้องพักปรับอากาศของ iuDia Hotel มีลานภายในหรือสามารถมองเห็นวิวของแม่น้ำเจ้าพระยา ตกแต่งด้วยของเก่า มีโทรทัศน์จอแบน เครื่องเล่นดีวีดี อุปกรณ์ชงชาและกาแฟ และมินิบาร์ ที่พักตั้งอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาโดยใช้เวลาเดิน 15 นาที ห่างจากวัดมหาธาตุเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร และห่างจากสถานีรถไฟอยุธยาเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร ผู้เข้าพักสามารถเที่ยวสำรวจบริเวณโดยรอบด้วยตัวเองและที่พักมีจักรยานสำหรับใช้งานฟรี และท่านที่นำรถยนต์มาด้วยสามารถจอดรถในสถานที่ได้ฟรี

Niwas Ayutthaya

4

ตั้งอยู่ในเขตเมืองโบราณของอยุธยา ห่างจากวัดมหาธาตุและวัดราษฎร์บูรณะโดยใช้เวลาเดิน 10 นาที มีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรีทั่วบริเวณที่พักห้องพักทุกห้องตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทย มีเครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังมีห้องน้ำในตัวหรือห้องน้ำส่วนตัวด้านนอกพร้อมเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรีและฝักบัว มีบริการซักรีดและบริการนวดเพื่อมอบความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นแก่ผู้เข้าพัก ที่พักแห่งนี้อยู่ห่างจากสถานีรถไฟจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้เวลาขับรถ 15 นาที และห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิในกรุงเทพฯ โดยใช้เวลาขับรถ 1 ชั่วโมง 15 นาที

Ayothaya Riverside House

5

ที่พักซึ่งตกแต่งสไตล์ไทยเดิมพร้อมเพิ่มความเก๋ด้วยห้องพักบนเรือ ตั้งอยู่ถัดจากวัดกษัตราธิราชวรวิหาร มีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรีทั่วบริเวณที่พัก ผู้เข้าพักสามารถเดินเล่นในสวนหย่อมหรือพักผ่อนริมฝั่งแม่น้ำ จากที่พักแห่งนี้ ท่านใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์เพียง 5 นาทีไปยังวัดไชยวัฒนาราม พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย และตลาดน้ำวัดท่าการ้อง ที่พักทั้งหมดประกอบด้วยเครื่องปรับอากาศหรือพัดลม และห้องน้ำในตัวหรือห้องน้ำรวม ห้องพักบางห้องมีทีวี ตู้เย็น และระเบียง ที่พักแห่งนี้มีที่จอดรถสาธารณะฟ​​รี และบริการซักรีด

บ้านหลวงชำนิฯ

6

ตั้งอยู่ห่างจากวัดมหาธาตุโดยใช้เวลาเดิน 5 นาที ให้บริการห้องพักสไตล์ไทยดั้งเดิม บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรี และที่จอดรถสาธารณะฟรีในสถานที่โรงแรมตั้งอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ตลอดจนสถานีรถไฟและสถานีขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพียง 5 นาทีเมื่อเดินทางด้วยรถยนต์ห้องพักปรับอากาศแต่ละห้องแวดล้อมด้วยพรรณไม้อันเขียวขจี มีโทรทัศน์ระบบช่องสัญญาณดาวเทียม ตู้เย็น โต๊ะทำงาน ห้องน้ำส่วนตัวด้านล่างพร้อมฝักบัวและเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรี โรงแรมมีบริการรับฝากสัมภาระ บริการซักรีด บริการจักรยานเช่า และสวนสำหรับการพักผ่อนของผู้เข้าพัก โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับร้านอาหารท้องถิ่นหลายแห่งโดยใช้เวลาเดินไม่เกิน 5 นาที

[ข่าวประชาสัมพันธ์​]

View :93

Beacon VC ลงทุนใน Ookbee ต่อยอดธุรกิจ C Channel ประเทศไทย

March 8th, 2018 No comments

บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล ประกาศร่วมลงทุนในอุ๊คบี ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์อันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนับสนุนการต่อยอดธุรกิจ ซี แชนเนล ไทยแลนด์ สื่อออนไลน์ที่นำเสนอเนื้อหาเชิงไลฟ์สไตล์ ที่อุ๊คบีผลิตโดยความร่วมมือกับ ซี แชนเนล เจแปน รวมถึงการขยายสู่ธุรกิจใหม่ที่จะเปิดตัวในไตรมาสแรกของปีนี้ ตั้งเป้าหมายเป็นช่องทางให้ธนาคารสามารถเข้าถึงกลุ่มกลุ่มคน “โพสต์มิลเลนเนียล” ได้อย่างแตกต่างและสร้างสรรค์ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของธนาคารด้านความเป็นผู้นำบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม

นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด

นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด

นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด เปิดเผยว่า บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล เป็นบริษัทของธนาคารกสิกรไทยที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการลงทุนสตาร์ทอัพ มีความมุ่งมั่นในการคัดเลือกและลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ เพื่อต่อยอดธุรกิจของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ บริษัท อุ๊คบี จำกัด เป็นสตาร์ทอัพไทย ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความแปลกใหม่ในด้านการผลิตสิ่งพิมพ์ดิจิทัลในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มธุรกิจด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์อีบุ๊คที่รับคอนเทนต์จากบริษัทผู้พิมพ์มาจัดจำหน่าย ปัจจุบันมีการต่อยอดธุรกิจที่มีเนื้อหาหลากรูปแบบมากขึ้น โดยให้การสนับสนุนทั้งคอนเทนท์ที่ผลิตโดยมืออาชีพและคอนเทนต์จากผู้ใช้บริการ รวมทั้งให้ความสำคัญต่อเทรนด์ใหม่ ๆ และนวัตกรรมทางสื่อดิจิทัลที่มีช่องทางการรับชำระเงินบนออนไลน์ที่ครอบคลุม

ธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจของอุ๊คบี คือ ซี แชนเนล ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มนิตยสารไลฟ์สไตล์ในรูปแบบวิดีโอออนไลน์ สร้างขึ้นจากความร่วมมือระหว่างอุ๊คบี กับ ซี แชนเนล เจแปน ล่าสุดบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จึงได้ตัดสินใจร่วมลงทุนในอุ๊คบี สำหรับการพัฒนาต่อยอด ซี แชนเนล ไทยแลนด์

นอกจากนี้ทางอุ๊คบีกำลังขยายธุรกิจใหม่ซึ่งจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยธุรกิจดังกล่าวจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งในทางธุรกิจให้แก่กลุ่มผู้ผลิตคอนเทนต์ที่อยู่บนแพลตฟอร์มของอุ๊คบี และเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและหลากหลายมากขึ้นแก่ผู้ใช้บริการเพื่อจะตอบสนองไลฟ์ไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล ตั้งเป้าหมายว่าการลงทุนดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้รับข้อมูลข่าวสารในวิธีการที่แตกต่างและน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า “โพสต์มิลเลนเนียล” ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของธนาคาร ตอกย้ำภาพลักษณ์ของธนาคารด้านความเป็นผู้นำบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม

Beacon VC_logo

นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อุ๊คบี จำกัด กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของบริษัทคือ การเติบโตและขยายแพลตฟอร์มเพื่อรองรับการสร้างและการบริโภคเนื้อหาที่มีความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสร้างความแข็งแกร่งของผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจแก่ชุมชนแห่งนักสร้างสรรค์ สำหรับ ซี แชนเนล ไทยแลนด์ เป็น นิตยสารแฟชั่น วิดีโอออนไลน์ สำหรับผู้หญิง ที่มีการนำเสนอเนื้อหาเชิงไลฟ์สไตล์สร้างสรรค์ นับเป็นบริการที่อุ๊คบีเริ่มนำเสนอสู่ตลาดประเทศไทยตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา และได้รับความ นิยมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีฐานผู้เข้าชม ซี แชนเนล ไทยแลนด์ ผ่านช่องทางเว็บไซต์ th.cchan.tv และเฟซบุ๊ค www.facebook.com/cchannel.thailand โดยมีจำนวนการเข้าชมมากกว่า 250 ล้านครั้งต่อเดือนและมียอดเข้าชมเฉลี่ยมากกว่า 150,000 ครั้งต่อคลิป

การเข้าเป็นพันธมิตรกับบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล ที่ได้ให้การสนับสนุนเงินลงทุนแก่บริษัทครั้งนี้ จะช่วยให้อุ๊คบีสามารถพัฒนาต่อยอด ซี แชนเนล ไทยแลนด์ และนำเสนอธุรกิจใหม่สู่ตลาด ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเสริมธุรกิจดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของอุ๊คบีในปัจจุบันและเสริมสร้างความสัมพันธ์ของอุ๊คบีกับชุมชนสร้างสรรค์ต่าง ๆ ให้มีความสัมพันธ์และฐานการใช้งานที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

บริษัท อุ๊คบี จำกัด เป็นสตาร์ทอัพไทย ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2554 ปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์อันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีผู้ใช้บริการกว่า 10 ล้านคนและมากกว่า 1,000 ล้านเพจวิวต่อเดือน เปิดให้บริการเนื้อหาสาระและความบันเทิงบนแพลตฟอร์มออนไลน์หลากรูปแบบ ได้แก่ หนังสือ นวนิยายแปล การ์ตูน ดนตรี วีดิโอ บล๊อก แชท การพยากรณ์ ซึ่งมีทั้งคอนเทนท์จากทีมผลิตของบริษัทเองและคอนเทนท์จากผู้ใช้บริการ เป็นสตาร์ทอัพในระดับซีรีส์บี ที่จะเข้าสู่ซีรี่ส์ซี ภายในปีนี้

สำหรับ บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล เป็นบริษัทของธนาคารกสิกรไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2560 โดยมีนายธนพงษ์ ณ ระนอง เป็นกรรมการผู้จัดการ เพื่อร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพในประเทศไทยและต่างประเทศ มีวงเงินลงทุนทั้งหมดจำนวน 1,000 ล้านบาท

View :158
Categories: startup Tags:

โหลด K-Mobile Banking PLUS แล้วลุ้น Samsung Galaxy S6 edge+ และ Gear S2 เป็นคู่ง่ายๆ 59 วัน 59 คู่

January 11th, 2016 No comments

โหลด K-Mobile Banking PLUS  แล้วลุ้น Samsung Galaxy S6 edge+ และ Gear S2 เป็นคู่ง่ายๆ 59 วัน 59 คู่

AW-FB-Pagepost-(1200x900px)_V2

โหลดแล้วลุ้น Samsung Galaxy S6 edge+ และ Gear S2 เป็นคู่ง่ายๆ 59 วัน 59 คู่ รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท โหลดและดูรายชื่อคนได้คู่ ที่ http://bit.ly/rewardplus ตั้งแต่วันนี้ ถึง 9 ม.ค. 59

K-Mobile Banking PLUS

ธนาคารบนมือถือกสิกรไทยเปิดทุกวันไม่มีวันหยุด

ความยุ่งยากในเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน “ถอน โอน จ่าย” ของคุณจะหมดไป หากคุณเป็นลูกค้าธนาคารกสิกรไทยและใช้บริการ​ K-Mobile Banking PLUS “ธนาคารบนมือถือกสิกรไทย” ที่เปิดให้บริการตลอดเวลาไม่มีวันหยุด เพราะ K-Mobile Banking PLUS คือ บริการธนาคารบนมือถือจากธนาคารกสิกรไทยที่ให้คุณทำธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายๆ ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความปลอดภัยระดับสูง 3 ขั้น (Triple Lock Security) โดยระบบจะทำการตรวจสอบข้อมูลเครื่องโทรศัพท์, เบอร์โทรศัพท์ และรหัสผ่านส่วนตัวทุกครั้ง ก่อนอนุญาตให้เข้าใช้งาน

เริ่มต้นใช้งาน K-Mobile Banking PLUS ธนาคารบนมือถือกสิกรไทย ง่ายๆเพียงดาวโหลดแอพ ได้ทั้ง Google play และ App Store และดูวิธีการสมัครและใช้งานแอพ ได้ที่ http://bit.ly/rewardplus หรือ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-8888888 กด 03

ทั้งนี้ คุณสามารถสมัครบริการด้วยตนเองได้ที่ตู้ ATM ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. หรือสมัครผ่านพนักงานธนาคารกสิกรไทยได้ทุกสาขาทั่วประเทศในเวลาทำการ

บริการ K-Mobile Banking PLUS ธนาคารบนมือถือกสิกรไทย

บริการที่ K-Mobile Banking PLUS “ธนาคารบนมือถือกสิกรไทย” ให้บริการประกอบด้วย

– สอบถามยอด และรายการเคลื่อนไหวในบัญชี

– โอนเงินไปบัญชีธนาคารกสิกรไทย และต่างธนาคาร ทั้งด้วย เลขที่บัญชี เบอร์มือถือ และ QR-code

– จ่ายบิลด้วยการสแกน Barcode จากมือถือโดยตรง

– เติมเงินมือถือ อีซี่พาส (Easy Pass) และเติมเงินอื่นๆ

– สอบถามประวัติการทำธุรกรรมผ่าน K-Mobile Banking PLUS

– บริหารบัญชี / บัตร ส่วนบุคคล ให้ง่ายขึ้น โดยตั้งชื่อ หรือ ใส่รูปภาพให้บัญชี /บัตร รายการโปรด และพื้นหลัง เพื่อจดจำง่าย

– บันทึกสลิปรายการลงโทรศัพท์มือถือโดยอัตโนมัติ

– แจ้งผลการโอนเงินฟรี ไปยัง SMS, อีเมล์และเฟสบุ๊ค Line โดยเลือกจาก Contact List บนโทรศัพท์มือถือ

– ค้นหาที่ตั้งสาขา หรือตู้เอทีเอ็มของธนาคาร

– ซื้อขายกองทุน

– รับสิทธิพิเศษต่อเนื่อง ตลอดปี จาก KBank Reward PLUS

อ่านกันมาถึงตอนนี้แล้วก็เริ่มหยิบโทรศัพท์มือถือมากดดาวน์โหลดแอพพิลเคชั่น K-Mobile Banking PLUS แล้วลุ้น Samsung Galaxy S6 edge+ และ Gear S2 เป็นคู่ง่ายๆ 59 วัน 59 คู่ จนถึงวันที่ 9 .. 59 กันเถอะ อย่าได้รอช้า!!!

 

[Advertorial] 

 

View :2277
Categories: Uncategorized Tags:

ภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations” แอนนิเมชั่นแห่งปีที่คุณไม่ควรพลาด

November 17th, 2015 No comments

 

คุณทองแดง The Inspirations

เชื่อแน่ว่าใครหลายคนยังคงจำเรื่องราวที่ประทับใจของ “คุณทองแดง” สุนัขทรงเลี้ยงซึ่งปรากฏเป็นบทพระราชนิพนธ์ “คุณทองแดง (ฉบับการ์ตูน)” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ไม่รู้ลืม

คุณทองแดง ลูกของ “แดง” สุนัขจรจัดบริเวณซอยศูนย์แพทย์พัฒนา ถนนพระราม 9 เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำมาเลี้ยงหลังจากเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดศูนย์การแพทย์พระราม 9 และนายแพทย์คนหนึ่งนำคุณทองแดงมาทูลเกล้าฯ ถวายให้ทอดพระเนตร และกลายเป็นสุนัขทรงเลี้ยงที่ติดตามถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกครั้ง ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ใด

“คุณทองแดง” มีลักษณะพิเศษต่างจากลูกสุนัขตัวอื่น คือ มีสายสร้อยรอบคอครึ่งเส้น มีถุงเท้าขาวทั้ง 4 ขา มีหางม้วนขดเป็นวง ปลายหางดอกสีขาว และมีจมูกแด่น

ความประทับใจเหล่านั้นจะกลับมาให้ได้สัมผัสกันอีกครั้งผ่าน ภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations” ที่สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจจากบทพระราชนิพนธ์ “คุณทองแดง (ฉบับการ์ตูน)”ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดทำ เป็นภาพยนตร์ที่บันทึกคุณค่าแห่งความกตัญญู ซื่อสัตย์ และกล้าหาญที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ

โดยมีกำหนดเปิดรอบปฐมทัศน์วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2558 และฉายพร้อมกันทั่วประเทศในวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558 โดยเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการฉายภาพยนตร์ มอบให้กับ “มูลนิธิศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน ใน พระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชประสงค์เพื่อเป็นแหล่งพักพิงของสุนัขจรจัด และสุนัขที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง และเป็นโครงการต้นแบบบริหารจัดการอย่างมีระบบครบวงจรให้แก่ท้องถิ่นอื่น ในการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด

3 ตอน สะท้อนคุณค่าและคุณธรรม “คุณทองแดง”

ภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations” ใช้ทุนสร้างประมาณ 150 ล้านบาท โดยนำเรื่องราวของ “คุณทองแดง” สุนัขทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นแรงบันดาลใจสร้างเป็นเนื้อหาของภาพยนตร์ ที่ผลิตโดย 4 สตูดิโอชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ IMAGIMAX, WORKPOINT PICTURES, THE MONK STUDIOS และ DR.HEAD

การดำเนินเรื่องของภาพยนตร์ ผ่านการเปิดเรื่องโดย โหน่ง 3 ช่า และน้องเกล โสพิชา อังคไวมงคล ตัดสลับคั่นกับแอนิเมชั่น จำนวน 3 ตอน ซึ่งเป็นสุนัขที่มีแบบอย่างและเจริญรอยตามคติธรรมของคุณทองแดง ได้แก่

ตอน “จร” สุนัขจรจัด ตัวแทนของความกตัญญู และความซื่อสัตย์

ตอน “ทองหล่อ” ตัวแทนของความกล้าหาญในการปกป้องเจ้านายที่เป็นที่รัก

ตอน “คอปเปอร์เพื่อนรัก” ตัวแทนของความมุ่งมั่นขวนขวาย หากอยากได้สิ่งใดต้องลงมือทำด้วยตนเอง

ทองแดง2

ตอน “จร” สุนัขจรจัด

ตัวแทนของความกตัญญู และความซื่อสัตย์

ในตอน “จร” เป็นการนำเสนอเรื่องราวของ ความกตัญญู และความซื่อสัตย์ โดย “จร” เป็นสุนัขจรจัดที่มีความกตัญญูและซื่อสัตย์ต่อหลวงพ่อที่ให้ความช่วยเหลือเมื่อตอนบาดเจ็บ เมื่อมีคนจะมาขโมยสมบัติของวัด จึงช่วยป้องกันไว้อย่างสุดความสามารถ

เรื่องราวของ “จร” ได้แรงบันดาลใจจาก “คุณทองแดง” ที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อคุณมะลิ (สุนัขทรงเลี้ยงก่อนคุณทองแดง ซึ่งคุณทองแดงเกิดหลังลูกคุณมะลิเพียงไม่กี่วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงยกให้คุณมะลิเลี้ยงคุณทองแดง) คุณทองแดงไม่เคยลืมคุณแม่มะลิ ตอนแรกๆ ไม่เคยอยู่ห่างแม่มะลิ ต่อมาเมื่อแยกกันอยู่ เมื่อมาพบกันทองแดงก็ยังแสดงความเคารพแม่มะลิ ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญแล้ว มักจะลืมตัว และดูหมิ่นผู้มีพระคุณที่เป็นคนต้อยต่ำ

ทองแดง4

ตอน “ทองหล่อ”

ตัวแทนของความกล้าหาญในการปกป้องเจ้านายที่เป็นที่รัก

ในตอน “ทองหล่อ” เป็นการนำเสนอเรื่องราวของความกล้าหาญ และความสามารถพิเศษ คือ ปอกมะพร้าว โดย “ทองหล่อ” เป็นสุนัขที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ฉลาด ชอบกินลูกพลับ และกล้าหาญ เมื่อเจ้าของจะมีอันตรายช่วยปกป้องจนถึงที่สุด

เรื่องราวของ “ทองหล่อ” ได้แรงบันดาลใจจาก “คุณทองแดง” ที่ชอบปอกมะพร้าว และกล้าหาญ คอยหมอบเฝ้าเป็นองครักษ์ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยห่าง

ทองแดง7

ตอน “คอปเปอร์เพื่อนรัก”

ตัวแทนของความมุ่งมั่นขวนขวาย หากอยากได้สิ่งใดต้องลงมือทำด้วยตนเอง

ในตอน “คอปเปอร์เพื่อนรัก” เป็นการนำเสนอเรื่องราวของ “คอปเปอร์”สิ่งของไร้ค่า ที่เมื่อมีผู้เห็นคุณค่าและนำกลับมาดูแล ก็กลายเป็นของมีค่า

“คอปเปอร”เป็นหุ่นทรุดโทรม สภาพเหมือนเศษเหล็ก จนกระทั่งมีเด็กน้อยคนหนึ่งไปพบและนำกลับมาดูแล และในที่สุดก็พบว่าของที่ตัวเองพบนั้นเป็นของที่มีประโยชน์มีคุณค่า

เรื่องราวของ “คอปเปอร์” ได้แรงบันดาลใจจาก “คุณทองแดง” ซึ่งเป็นลูกของสุนัขจรจัดของศูนย์แพทย์พัฒนา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับมาเลี้ยง โดย “คุณทองแดง” เป็นแบบอย่างการปฏิบัติตัวที่ดีให้กับคนทั่วไป เรื่องนี้อ้างอิงถึงคำสอนของสมเด็จย่า ที่ทรงสอนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เมื่ออยากได้ของเล่นอะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือประดิษฐ์เอง

detail_KhunTongdaengV2_th (1)

KBank แจกฟรีบัตรภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations”

ธนาคารกสิกรไทยร่วมสนับสนุนแอนนิเมชั่นแห่งปี “คุณทองแดง the Inspirations” ในวันนี้เพียงคุณสมัคร บัตรเดบิตกสิกรไทย หรือโหลดแล้วใช้ แอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking PLUS ระหว่าง 1 พ.ย. – 31 ธ.ค. 58 ก็มีสิทธิ์รับบัตรชมภาพยนตร์ คุณทองแดง the Inspirations ฟรี เงื่อนไขง่ายๆ ดังนี้ คือ

สมัครบัตรเดบิต คุณทองแดง the Inspirations (K-Debit Card) ซึ่งมีจำหน่ายเฉพาะธนาคารกสิกรไทยสาขาในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น ระหว่างเวลาที่กำหนด รับฟรีบัตรชมภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations” จำนวน 1 ใบ

โดยพิมพ์ iDog เว้นวรรค หมายเลขบัตรเดบิต12 หลักสุดท้าย (iDog 888888888888) ส่งมาที่ 4545888 โดยธนาคารจะจัดส่งรหัส E-Voucher ให้ลูกค้าตั้งแต่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป

หรือโหลดแล้วใช้ K-Mobile Banking PLUS ระหว่างเวลาที่กำหนด (1 พ.ย. – 31 ธ.ค. 58) คุณจะได้รับบัตรชมภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations” (E Voucher) ฟรี 2 ใบ สิทธินี้เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าใหม่ ที่ทำธุรกรรมโอน หรือ เติม หรือ จ่าย 1 ครั้งแรก โดยลูกค้าสามารถกดรับสิทธ์ที่ปุ่ม Reward PLUS บนแอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking PLUS 1 คน ต่อ 1 สิทธ์ (ทั้งหมด 3,000 สิทธิ์ ตลอดรายการ)

Screen Shot 2558-11-17 at 3.41.49 PM

สำหรับลูกค้าใหม่ Reward PLUS โปรโมชั่นนี้ จะ ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายหรือบัตรส่วนลดอื่นๆได้

บัตรชมภาพยนตร์ E-Voucher ใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 58 เป็นต้นไป (วันเริ่มฉายภาพยนตร์ ) สำหรับชมภาพยนตร์เรื่อง “คุณทองแดง The Inspirations” ประเภทที่นั่งปกติในระบบปกติ ที่โรงภาพยนตร์ในเครือ SF ทุกสาขา ยกเว้นโรงภาพยนตร์ Emprive’ Cineclub

คุณต้องแสดง E-Voucher เพื่อสำรองที่นั่ง ณ ห้องจำหน่ายบัตร ก่อนชมภาพยนตร์ ทั้งนี้ บัตรชมภาพยนตร์นี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือทอนเป็นเงินสดได้ และไม่สามารถใช้ร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการขายอื่นๆได้ ธนาคารขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า หากมีกรณีพิพาท คำตัดสินของธนาคาร ถือเป็นที่สิ้นสุด และเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

Screen Shot 2558-11-17 at 3.23.18 PM

 

 

advertorial

 

 

 

View :2786

บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส เงินสดในมือคุณ…… ช้อปออนไลน์/ออฟไลน์ง่ายๆ เพียง…..“แตะ รูด กด”

September 3rd, 2015 No comments

 

หากคุณเคยเจอปัญหาเหล่านี้ คือ หากคุณมักจะได้เศษเหรียญเพ่ิมทุกครั้งหลังจากแวะซื้อของ 7-Eleven โดยเฉพาะเหรียญ 50 สตางค์ และ 25 สตางค์ หรือหากคุณมักจะต้องแวะกดเงินสดเกือบทุกครั้งเพื่อแวะซื้อของใน 7-Eleven  ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากคุณพกบัตร บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส (7 Purse Debit card)

711

นอกจากจะสะดวกสบายในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ยอดการใช้จ่ายไม่สูงมาก (small amount of daily expense) แล้ว บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ยังตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทั้งออฟไลน์​และออนไลน์ เพียงแค่ “แตะ รูด กด”

  •       แตะ..ซื้อของที่ร้าน 7-Eleven
  •       รูด..ได้ทุกร้านค้าทั่วโลก
  •       กด..เอทีเอ็ม
  •       และช้อปออนไลน์ 

นอกจากนี้บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ยังให้คุณสะดวกในการไม่ต้องพกเงินสดครั้งละจำนวนมากๆ เพื่อจับจ่ายใช้สอย เพียงพกบัตรไว้จะไปไหนใกล้ไกลมีเงินใช้เสมอ เพราะบัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ให้คุณชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสดได้เหมือนบัตรเครดิตสูงสุดถีงวันละ 200,000 บาท ทุกเวลา กว่า 30 ล้านร้านค้าทั่วโลกที่รับบัตร VISA และให้คุณเบิกถอนเงินสดได้ทั่วโลก (ที่เครื่องเอทีเอ็มที่มีเครื่องหมาย Plus หรือ VISA)​ได้สูงสุดถีงวันละ 200,000 บาท (วงเงินเริ่มต้น 50,000 บาท) ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ จำนวนเงินที่สามารถถอนได้สูงสุดในแต่ละครั้ง ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของธนาคารเจ้าของเครื่องเอทีเอ็ม 

  • บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ยังให้คุณโอนเงินไปบัญชีกสิกรไทยของใครก็ง่ายด้วยวงเงินสูงสุดวันละ 1,000,000 บาท (วงเงินเริ่มต้น 200,000 บาท)
  • โอนเงินไปธนาคารไหนก็ได้ที่เครื่องเอทีเอ็มกสิกรไทย ด้วยวงเงินสูงสุดถีงวันละ 100,000 บาท (ครั้งละ 30,000 บาท)

Screen 7112

คุณยังสามารถเลือกรับบริการ K-mAlert (บริการรับข้อมูลทางโทรศัพท์มือถือกสิกรไทย) ที่แจ้งรายการโอนเงินของคุณส่งตรงถีงโทรศัพท์มือถือผู้รับตามหมายเลขที่คุณต้องการทันที นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส เพื่อ …..

  • ชำระค่าสินค้าหรือบริการได้ทันทีกว่า 600 บริษัท ที่เครื่องเอทีเอ็มกสิกรไทย
  • เติมเงินโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม
  • ฝากเงินได้สบายๆ ที่เครื่องฝากเงินอัตโนมัติของธนาคารกสิกรไทย
  • ปรับวงเงินถอน โอน ได้ตามความต้องการ ด้วยบริการปรับวงเงินบัตรเอทีเอ็มที่ K-Contact Center (ไม่เกินวงเงินสูงสุดของบัตร)
  • ใช้บริการ K-Contact Center 0 2888 8888 และ K-Cyber Banking ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ความสะดวกที่ได้รับง่ายๆ โดยไม่ต้องไปสาขา
  • รู้ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต ด้วย K-mAlert (บริการรับข้อมูลทางโทรศัพท์มือถือกสิกรไทย) ที่แจ้งรายละเอียดการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตตรงถึงมือถือคุณ สมัครฟรีที่เครื่องเอทีเอ็มและ K-Contact Center
  • ตรวจสอบการใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งวันที่ใช้ ร้านค้า และจำนวนเงินย้อนหลัง 3 เดือน นับจากวันที่มีการใช้จ่าย ด้วยบริการพิมพ์ Statement ฟรี ที่เครื่องเอทีเอ็มกสิกรไทย
  • ปรับเปลี่ยนวงเงินถอน โอน ซื้อสินค้าต่อวัน ได้ตามความต้องการ ด้วยบริการปรับวงเงินบัตรเดบิตที่ K-Contact Center (ไม่เกินวงเงินสูงสุดของบัตร)
  • เปลี่ยนรหัสบัตรเดบิตได้ง่าย และบ่อยตามความต้องการที่เครื่องเอทีเอ็มกสิกรไทย 

kbank711

 

คุณสามารถสมัครบัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาใกล้บ้าน แค่มีบัญชีออมทรัพย์ ก็สามารถทำบัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ได้แล้ว โดยมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 200 บาท และค่าธรรมเนียมรายปี 300 บาท จากนั้นก็นำบัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ไปเติมเงินได้ที่ 7-Eleven ทุกสาขา เพียงเท่านี้คุณก็สามารถพกบัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ใบเดียว เพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพียงแค่ “แตะ รูด กด”​ได้ทุกที่….

 

advertorial

View :3438

Wongnai เตรียมระดมรอบใหม่ 2 ล้านเหรียญ เพื่อบุกตลาดรีวิว Travel

August 16th, 2015 No comments

Wongnai เตรียมระดมรอบใหม่ 2 ล้านเหรียญ เพื่อบุกตลาดรีวิว Travel

– ขยายธุรกิจ review สู่ e-commerce
– ขยายธุรกิจไปต่างจังหวัด
– ขยาย category review ไป travel

tech startup ไทยหลายรายมีเป้าหมายที่จะเติบโตไปยังตลาดต่างประเทศ แต่สำหรัับ Wongnai เจ้าของแฟลตฟอร์มสำหรับการรีวิวร้านอาหารกลับมองว่าตลาดภายในประเทศ คือ น่านน้ำสำคัญในการเติบโตที่ยั้งยืนของ Wongnai

ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Wongnai

ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Wongnai


ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Wongnai บอกว่า การขยายตัวของ Wongnai จะโฟกัสที่ตลาดในประเทศเพราะเหมาะสมกัยธุรกิจของ Wongnai มากที่สุด การแข่งขันธุรกิจ local review ที่ Wongnai ทำอยู่ การขยายไปประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศไทยเป็นสิ่งที่ยาก เพราะ local review ยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรมและรสนิยมของคนท้องถิ่น ซึ่งทำให้ในขณะเดียวกันคู่แข่งขันจากต่างประเทศก็ไม่สามารถมาประสบความสำเร็จในตลาดท้องถิ่นที่มีเจ้าตลาดอยู่แล้วได้

“การที่ธุรกิจ local review จะขยายและเติบโตในตลาดต่างประทเศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่ง Yelp.com เองก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในตลาด ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์ หรือ OpenRice.com ของฮ่องกงก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในตลาดไทย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ เพราะ local review โดยเฉพาะรีวิวอาหารมันใกล้เคียงกับวัฒรธรรมมาก ใช่ว่าการเป็นบริษัทที่ดี มีสินค้าที่เจ๋ง แล้วไปอยู่ประเทศอื่น แล้วมันจะเวิร์ค ตรรกะความสำเร็จของการขายตัวไปตลาดต่างประเทศใช้ได้ยากกับธุรกิจที่เป็น local review เพระาสุดท้ายมันขึ้นกับ local taste ดังนั้น การขยายธุรกิจไปประเทศอื่นๆ เป็นไปได้ค่อนข้างยากที่จะไปสู้กับ local review เจ้าถิ่นของประเทศนั้นๆ”

ยอดเชื่อมั่นว่าตลาดประเทศไทยใหญ่พอสำหรับธุรกิจ local review อย่าง Wongnai ซึ่ง ณ วันนี้ Wongnai เองเป็นเจ้าตลาดรีวิวร้านอาหารที่เป็น local-based platform และเป้าหมายของ Wongnai คือ ขยายไปสู่การเป็นเจ้าตลาดรีวิวใน vertical industry ที่มีขยาดใหญ่อีก 2 อุตสาหกรรม นั่นคือ อุตสาหกรรมบริการด้านความงาม (Beauty Service) และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทาง (Travel Industry)

“Wongnai ไม่ใช่แค่แอพฯ รีวิวร้านอาหารเท่านั้น แต่ Wongnai คือ เราต้องเป็น insider ในทุกอย่าง ทั้งร้านอาหาร ความงามและอนาคต travel และอื่นๆ”

Wongnai ต้องการระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำเงินมาลงทุนขยายธุรกิจไปยัง vertical industry ใหม่ และขยายธุรกิจให้ทั่วประเทศ การระดมทุนครั้งใหม่นี้ ยอดคาดว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นได้ภายในสิ้นปีนี้

ส่วนพันธกิจหลักในปีนี้ของ Wongnai คือ การสร้างความเข้มแข็งให้การรีวิวร้านอาหาร และการรีวิวธุรกิจบริการด้านความงาม โดยขยายใน 2 มิติ มิติแนวกว้าง คือ การขยายพื้นที่การรีวิวให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น จากเดิมที่ร้านที่ Wongnai รีวิวส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ เป้าหมายหลักในปีนี้และปีหน้าคือ ขยายไปตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ตั้งเป้าขยายให้ครบ 10 จังหวัดภายในปี 2559 การขยายไปต่างจังหวัด คือ การไปเปิดสำนักงานสาขาและสร้างทีมงานย่อยในจังหวัดนั้น สำหรับจังหวัดที่ยังไม่ได้ไปเปิดสำนักงานสาขา ก็จะใช้วิธี Telesales

ส่วนมิติแนวลึก คือ การขยายขีดความสามารถในการสร้างรายได้จากฐานที่มีอยู่ ทั้งจำนวนร้านค้า จำนวนรีวิว จำนวนสมาชิกผู้ใช้งาน ด้วยการขยายรูปแบบธุรกิจจากเดิมที่ Wongnai มีรายได้หลักการค่าโฆษณา ทั้ง Advertising (ทั้ง banner ad และ listing ad) และ Advertorial ขยายไปสู่ธุรกิจ marketplace ที่สร้างรายได้จากส่วนแบ่งจากการขายของร้านค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์มของ Wongnai

“รายได้จากรูปแบบธุรกิจใหม่จะมาไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่โฆษณา แต่รายได้จะสามารถ scale ได้ไม่มีที่สิ้นสุด ปัจจุบัน Wongnai ให้บริการรีวิวอยู่บน 2 แพลตฟอร์ม คือ Wongnai [รีวิวร้านอาหาร] และ Wongnai Beauty [รีวิวธุรกิจบริการด้านความงาม] เรากำลังจะรวม Wongnai และ Wongnai Beauty เข้าด้วยกัน และเริ่มใช้รูปแบบธุรกิจ marketplace ในเดือนกันยานยน 2558 โดยเริ่มจาก restaurant category ก่อน จากนั้นค่อยขยายไปสู่ beauty category ในเดือนตุลาคม 2558”

ในเดือนกันยายน 2558 Wongnai จะเปิดตัว marketplace business model สำหรับ restaurant category ด้วยแคมเปญการตลาด Restaurant Week โดยนำร้านอาหาร 50 ร้านทั่วกรุงเทพฯ มาจัดคอร์สให้ Wongnai users สามารถซื้อได้ในราคาพิเศษ เพื่อเป็นการแนะนำว่าที่ Wongnai นอกจากรีวิวแล้วยังสามารถซื้อได้ด้วย และในเดือนถัดไปจะเปิด marketplace business model สำหรับ beauty category

“Business model ที่รายได้มาจาก advertising อย่างเดียว เราไม่สามารถโตแบบ exponential growth ได้ เราแค่โตแบบ liner growth เพราะ slot ของ ad เด็ม เราไม่สามารถ maximize revenue stream ไปได้มากกว่านี้ เนื่องด้วยข้อจำกัดในเรื่อง slot ของ ad ในแบบต่างๆ เราเลยต้องการหา business model เพื่อจะโตแบบ exponential growth แเราเชื่อใน transaction เพราะ e-commerce มา คนเร่ิมทำ online transaction มากขึ้นเรื่อยๆ เราเน้นว่าเราต้องมี transaction เกิดขึ้นบน Wongnai โดยเราจะให้ร้านค้าทำ e-voucher ให้ลูกค้าที่เข้ามาอ่านรีวิว”

ปัจจุบัน Wongnai มีร้านอาหารที่ถูกรีวิว 180,000 ร้าน มียอดผู้้ใช้งาน 2 ล้านคน มีรีวิวทั้งหมด 500,000 ชิ้น มียอดการเข้าชมเกือบ 300,000 ครั้งต่อวัน มียอดผู้ใช้งานต่อเดือน (Monthly Active Users) อยู่ที่ 500,000 คน ในขณะที่ Wongnai Beauty ปัจจุบันมีจำนวนร้านบริการความงาม 6,000 ร้าน จำนวนรีวิว 10,000 รีวิว และจำนวนผู้ใช้งาน 100,000 คน ซึ่งขนาดของ Wongnai Beauty มีสัดส่วนประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของ Wongnai “ยอด”​ต้องการผลักดันให้ beauty category มีขนาดประมาณ​30-35 เปอร์เซ็นต์ของ Wongnai ก่อนที่จะขยายไปสู่ travel category

Wongnai ก่อตั้งกลางปี 2010 ด้วยแนวคิดที่ต้องการเป็นแพลตฟอร์มของการรีวิว ในช่วง 2 ปีแรก ธุรกิจของ Wongnai ไม่สามารถสร้างรายได้ได้เลย จนกระทั่งในปี 2012 Wongnai เริ่มมีรายได้จากการโฆษณาเมื่อเขาสามารถมีจำนวนร้านค้าที่มากพอ คือ เริ่มมีรีวิวหลัก 10,000 รีวิว มีผู้ใช้งาน 80,000 คน หลังจากได้ทุน Wongnai ก็เติบโตก้าวกระโดดจากที่มีผู้ใช้งาน 80,000 คนเพ่ิมเป็น 300,000 คน 1 ล้านคน และ 2 ล้านคนในปัจจุบัน ส่วนจำนวนรีวิวเพ่ิมจาก 10,000 รีวิวต้นๆ เป็น 500,000 รีวิว ยอดคนเข้าชมจาก 1 ล้านครั้งต่อเดือนเพ่ิมเป็น 7.5 ล้านครั้งต่อเดือนในปัจจุบัน คือ โต 7-8 เท่าใน 2 ปี (2013-2014)

“จริงๆ เราใกล้ break-even แล้วในรูปแบบธุรกิจแบบเก้า แต่เราต้องการลงทุนเพื่อให้ market cap เราใหญ่กว่านี้ รายได้ครึ่งปีแรกของปี 2558 มากกว่ารายได้ของปี 2557 ทั้งปี เราเติบโต 3 เท่าในทุก KPI มาตลาดตั้งแต่ปี 2013 หลังจากที่เราระดมทุนได้ เราได้ทุนมา 2 รอบ รอบแรกปี 2013 เป็น seed funding รอบสองปี 2014 เป็น series A ทั้งสองรอบเราได้จาก Recruit Strategic Partners เงินที่ได้มาเราก็มาลงทุนขยายธุรกิจเพ่ิม ปี 2015 นี้เราคิดว่าเราจะโต 2.5 เท่า”

มุมมองต่อ startups ไทย

“ผมมองว่ามีความเสี่ยงอยู่บ้างพอสมควร ทั้ง startup และนักลงทุน นักลงทุนตอนนี้อยากลงทุนประเทศไทยมาก startup ก็รู้จึงตั้ง startup มาระดมทุน ในขณะที่ startup ที่เป็น sustainable business ยังม่ไม่เยอะ หากมีการระดมทุนเยอะๆ แต่สุดท้ายแล้วไม่มี exist case สวยๆ หรือไม่มีบริษัทที่ทำกำไรได้มากจริงๆ สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิด bubble อยากให้ startup คิดถึงเรื่องการทำเงิน การสร้างร้ายได้ ว่าจะมี revenue ที่โตเร็วเท่สารลงทุนได้อย่างไร จุดที่เป็นปัญหา คือ ปัจจัยภายนอก คือ คนในประเทศยังไม่ถึงจุดที่พร้อมจะจ่ายเงินมากเท่าที่นักลงทุนคิด ผมไม่อยากเห็น startup ทำเพื่อให้มี growth เพราะต้องการแค่ validation สูงๆ เพื่อการ exist มันอันตรายหาก fundamental ไม่แข็งแรง เราอาจจะประมาณการณ์ตลาดไง้ใหญ่มาก แต่จริงๆ spending ใหญ่แค่ไหน สุดท้ายหากตลาดไม่เกิดจริง เงินหมด บริษัทก็เจ๊ง นักลงทุนก็ไมไ่ด้เงินคืน”

“การที่ startup ไทยเน้นไปตลาดต่างประเทศ ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง บาง startup เหมาะที่จะไปต่างประเทศ บาง startup เหมาะที่จะโฟกัสตลาดในประเทศ ซึ่ง Wongnai เป็นอย่างหลัง หากผมทำเกมผมไปตลาดต่างประเทศแน่นอน แต่ผมทำ local content เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้อง go global”

View :3483

K-Mobile Banking Plus พก (แอพฯ) ไว้ ชีวิตจะสะดวกขึ้นเยอะ!

July 31st, 2015 No comments

Screen Shot 2558-07-31 at 1.20.18 PM
จากประสบการณ์ตรงจากการได้ลองใช้บริการ K-Mobile Banking Plus ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นของธนาคารกสิกรไทยบนสมาร์ทโฟน พบว่าเป็นแอพฯ ที่ตอบโจทย์รูปแบบชีวิตมากที่สุดแอพฯ หนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ แอพฯ​K-Mobile Banking Plus ช่วยทำให้เรื่องการจัดการด้านการเงินต่างๆ ทั้งเรื่องการจ่ายบิล โอนเงิน เติมเงินใหักับบริการต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดาย สะดวก และรวดเร็ว ที่สำคัญปลอดภัย

ที่ตัวเองใช้ประจำ คือ การจ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่างวดรถ (ค่าสินเชื่อ/เช่าซื้อ) และค่าบัตรทางด่วน ซึ่งทุกอย่างทำเสร็จภายในไม่กี่วินาที นอกจากจ่ายชำระค่าบริการต่างๆ แล้วบริการที่ใช้ประจำอีกอย่างคือ การโอนเงิน ซึ่งสะดวก รวดเร็ว และประหยัด (ค่าธรรมเนียม) เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไง …..

สมัครง่าย

เร่ิมจากขั้นตอนการสมัครใช้บริการ ทำได้ง่ายๆ เพียงโหลดแอพฯ K-Mobile Banking Plus มาไว้ที่สมาร์ทโฟนเราจากนั้นก็กดสมัครที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารกสิกรได้ ทำตามขั้นตอนเพียงไม่กี่วินาทีก็เสร็จสิ้นกระบวนการสมัคร และเริ่มต้นใช้งานกันได้เลย

การใช้งานก็แสนจะง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร ตัวแอพฯ ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ใครๆ ก็สามารถใช้งานได้ด้วยตัวเอง (เมนูชัดเจน ขั้นตอนการไปยังรายการต่างชัดเจน ไม่ยุ่งยากซับซ้อน)

เร่ิมจากกดแอพฯ เพื่อเข้าใช้บริการ จากนั้นก็ใส่รหัสผ่าน 6 หลักที่เราตั้งค่าไว้ รหัสนี้ต้องใส่ทุกครั้งที่จะเข้าใช้งานแอพฯ​เหมือนๆ กับที่เราต้องใส่รหัส 4 หลักทุกครั้งที่ใช้บริการที่ตู้เอทีเอ็ม ปล.ทุกครั้งที่จะใช้งานแอพฯ K-Mobile Banking Plus คุณจะต้องปลดการเชื่อมต่อผ่าน WiFi เสียก่อน เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
Screen Shot 2558-07-31 at 1.20.30 PM

เมื่อเข้ามาถึงแอพฯ หน้าแรกที่คุณจะเจอคือ balance ของบัญชีคุณ ว่า ณ เวลานั้นที่คุณเข้ามาในแอพฯ เงินคงเหลือในบัญชีคุณทีเท่าไร จากนั้นคุณก็สามารถเลือกทำธุรกรรมทางการเงินได้แทบจะทุกอย่างผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน

3 บริการหลัก: โอนเงิน เติมเงิน จ่ายบิล
หน้าแรกของแอพฯ K-Mobile Banking Plus มี 3 เมนูหลักในเลือกใช้งาน คือ โอนเงิน เติมเงิน และจ่ายบิล เมนูที่เหลือ คือ รายการโปรดและประวัติการใช้งาน (ซึ่งในส่วนนี้เราสามารถตั้งค่า/บันทึก/สร้างได้เอง เพื่อความสะดวกในการใช้งานในครั้งต่อไป ไม่ต้องมากดเลขที่ reference No. หรือเลขที่บัญชีทุกครั้งที่ใช้งาน)

Screen Shot 2558-07-31 at 1.20.38 PM

ภายใต้เมนู “โอนเงิน” หากเราเพิ่งเริ่มใช้งาน เราก็จะยังไม่มีรายการโปรดกับประวัติการโอนเงิน เราก็จะเลือกเมนู “รายการใหม่” หรือเลือก “QR Code” ของหมายเลขบัญชีปลายทางที่จะรับโอน (หากมีการสร้าง QR Code ไว้) พอเราเลือกโอนเงิน​“รายการใหม่” เราก็เลือกได้อีกว่า เราจะโอนเงินไปให้ใคร โอนไปบัญชีของฉัน (บัญชีอื่นที่เรามี) หรือ “บัญชีอื่น” “เบอร์มือถือ” “โอนเงินระหว่างประเทศ” และ “QR Code” (ในกรณีที่มี QR Code ของบัญชีปลายทางที่รับโอน)

ส่วนมากหากจะโอนเงิน เราจะเลือก “บัญชีอื่น” (เพราะส่วนมากโอนเงินให้บุคคลอื่น) ซึ่งแอพฯ K-Mobile Banking Plus รองรับการโอนเงินไปยัง 12 ธนาคารปลายทาง ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคาร CIMB ธนาคารทหารไทย ธนาคาร UOB ธนาคาร L&H ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ธนาคารธนชาต และธนาคารออมสิน พอเราเลือกธนาคารปลายทางที่จะโอนเงินไปเสร็จแล้วเราก็กรอกเลขที่บัญชีและจำนวนเงินที่ต้องการโอน จากนั้นแอพฯ จะ generate หน้ารายละเอียดของธุรกรรม (ว่าโอนเงินจากบัญชีอะไร ไปบัญชีอะไร มีชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีของต้นทางปลายทางชัดเจน และจำนวนเงินต้องการโอน) ให้เราตรวจสอบก่อนว่าถูกต้องไหม ก่อนที่จะทำการกด “ยืนยัน” การโอน จากนั้นระบบก็จะ generate หน้าใบเสร็จดิจิทัลที่มีรายละเอียดของธุรกรรมรายการนั้นๆ ครบถัวนชัดเจน และจะจัดเก็บอัตโนมัติลงบนมือถือเรา แต่ยังมี option ให้เราสามารถกดส่งใบเสร็จนั้นไปให้ผู้รับโอนผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ได้แก่ SMS, email, LINE, Facebook, Facebook Messenger และอื่นๆ ได้แก่ Twitter, Dropbox WhatsApp เป็นต้น

Screen Shot 2558-07-31 at 1.23.11 PM

 

นอกจากการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารอื่นๆ แล้ว เรายังโอนเงิน ไปยัง “เบอร์มือถือ” ได้เพียงเลือก “โอนเงิน” => “เบอร์มือถือ” จากนั้นก็กรอกเบอร์มือถือ และจำนวนเงินที่ต้องการโอน

สำหรับเมนู “เติมเงิน” ภายใต้เมนูนี้ ก็มีบริการอีกเพียบที่อำนวยความสะดวกให้กับเราในการเติมเงินให้ค่าบริการดิจิทัลต่างๆ ที่เรามี เริ่มจากการเติมเงินเบอร์มือถือ เติมเงินบัตร Easy Pass บัตรเติมน้ำมัน​(บัตรกสิกรไทย) และอื่นๆ (คนขายแฮปปี้ออนไลน์, ทรูมูฟ เอช (เพื่อนคู่ค้า) และ ไอบาท)

การเติมเงินเบอร์มือถือ เติมได้ทั้งเบอร์ของตัวเอง (เราเลือกได้ว่าจะเติมเท่าไร 50, 100, 150, 200, 250, 300, 350, 400, 450, 500, 800 และ 1,500 บาท) และเบอร์ของคนอื่นที่เราต้องการเติมเงินให้ โดยใส่หมายเลขโทรศัพท์ของเบอร์ที่ต้องการโอนเงินให้ ไม่ว่าเบอร์มือถือนั้นจะเป็นของค่ายไหน ก็โอนได้หมด ทั้งเอไอเอ วัน-ทู-คอล แฮปปี้ ทรูมูฟเอช ทรูมูฟ i-Mobile 3GX และ i-Kool 3G

ที่เราใช้ประจำในส่วนของการเติมเงิน คือ การเติมเงินเข้าบัตร Easy Pass พบว่าสะดวกสุดๆ แถมค่าธรรมนียมในการโอน (5 บาทต่อรายการ) ถูกกว่าเดินไปเติมที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส (10 บาทต่อรายการ) ที่ชอบใจมาก คือ เรากดเติมเงินเข้าบัตร Easy Pass ตอนไหนก็ได้ เพราะเป็นคนที่ชอบลืมดูยอดเงินคงเหลือในบัตร Easy Pass ว่าเหลือเท่าไหร่ ตอนแรกๆ ไปตายเอาที่หน้าด่านประจำ คือ เงินหมดแต่ไม่รู้ตัว แต่ตอนหลังปรับใหม่มาพอตรวจสอบยอดเงินคงเหลือจากแอพฯ ของ Easy Pass เสร็จก็จะทำการเติมเงินเข้าบัตรทันทีผ่านแอพฯ K-Mobile Banking Plus ทำให้ปัญหาที่ต้องไปจอดติดที่หน้าด่านหลังพบว่าเงินในบัตรไม่พอค่าผ่านทาง ทำให้แทนที่จะเร็วกลับช้า แถมเสียเวลาเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ ด้วย ก็หายไป

 

Screen Shot 2558-07-31 at 1.21.12 PM

 

มาถึงเมนู “จ่ายบิล” ในแอพฯ K-Mobile Banking Plus มีรายการบิล (Bill Issuers) จำนวนมาก รองรับเพื่อให้ความสะดวกในการจ่ายบิลกับผู้ใช้งานจริงๆ ได้แก่ “บิลอื่น” “บิลบัตร” “บิลมือถือ” “สินเชื่อ/เช่าซื้อ” “อินเทอร์เน็ต” “ประกันภัย/ชีวิต”​เรียกได้่ว่า คุณสามารถจ่ายแทบทุกบิลได้ด้วยแอพฯ K-Mobile Banking Plus ไม่ว่าจะเป็นค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเทอม (การศึกษา) ขายตรง ค่าตั๋ว เคเบิลทีวี โทรศัพม์มือถือ บริจาค ประกันภัย/ชีวิต ภาษี สาธาะรูปโภค สินเชื่อ/เช่าซื้อ สินค้า/บริการ หลักทรัพย์กองทุน และอื่นๆ อาทิ UD งานดี ทีวี ไดเร็ค ปิโตรพลัส เพย์ เน็ตเวอร์ค เป็นต้น

อีก 3 เมนูที่ใช้ประจำทุกเดือน คือ การจ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และค่างวดรถ จากประสบการณ์ที่ใช้มาพบว่า การจ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ด้วยแอพฯ K-Mobile Banking Plus เป็นอะไรที่สะดวกสุดๆ เพราะเราไม่ต้องเดินทางไปชำระที่สถานที่รับชำระ หรือไปที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส คือเราไม่ต้องออกไปไหนเลย ไม่ว่าตอนนั้นเราจะอยู่ที่ไหน จะเวลาไหน เราก็สามารถทำการชำระค่าใช้ไฟฟ้าและค่าน้ำประปาได้ทันที แถมขั้นตอนไม่ยุ่งยากอะไรด้วย

จ่ายค่าน้ำประปา เพียงกดเมนู “จ่ายบิล” => สาธารณูปโภค => การประปานครหลวง จากนั้นแอพฯ ก็จะเปิดกล้องและแอพฯ สแกน QR Code/Barcode ขึ้นมา ให้เราเอาบิลค่าน้ำประปา ซึ่งมีทั้ง QR Code และ Barcode มาสแกน ใช้เวลาสแกนไม่กี่วินาทีเท่านั้นแอพฯ ก็จะแสดงรายละเอียดของใบเรียกเก็บค่าน้ำประปาขึ้นมา (ประกอบด้วย ชื่อบัญชีผู้ใช้น้ำ เลขที่อ้างอิง เลขที่การทำรายการ ยอดเงิน) เรากด ยืนยัน ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการชำระค่าน้ำ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ประหยัดทั้งเวลาที่ต้องเดินไปเคาน์เตอร์เซอร์วิสและเงินค่าธรรมเนียมการทำรายการ เมื่อชำระเงินเสร็จระบบก็จะสร้างใบเสร็จดิจิทัล (เป็นไฟล์ภาพ) ให้เราเก็บไว้ในมือถือ

ส่วนการจ่ายค่าไฟฟ้า ก็ง่ายไม่แพ้กัน เพียงแค่เลือก “จ่ายบิล” => สาธารณูปโภค => กฟน. จากนั้นระบบก็ให้กรอก “เลขที่อ้างอิง” และ “จำนวนเงิน” (ดูจากหน้าบิลได้เลย) จากนั้นกดยืนยัน ระบบก็จะสร้างใบ้เสร็จดิจิทัลเป็นไฟล์ภาพเก็บลงมือถือโดยอัตโนมัติเช่นกัน โดยมีค่าธรรมเนียม xxxx

การจ่ายค่างวดรถเป็นอีกการจ่ายบิลที่สะดวกมากเมื่อจ่ายอ่านแอพฯ K-Mobile Banking Plus แทนการไปชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคารหรือที่เคานเตอร์เซอร์วิส เพราะสะดวกกว่า เร็วกว่า และที่สำคัญไม่ลืมชำระ เพราะนึกได้ว่ายังไม่จ่ายค่างดวรถตอนไหนก็หยิบมือถือมากดชำระตอนนั้นได้ทันที การจ่ายค่างวดรถมีขั้นตอนง่ายๆ แค่​“จ่ายบิล” => สินเชื่อ/เช่าซื้อ =>เลือกเจ้าหนี้ของเรา (แอพฯ K-Mobile Banking Plus ได้รวบรวมรายชื่อเจ้าหนี้ที่ให้บริการสินเชื่อ/เช่าซื้อไว้ค่อนข้างครบ ทั้งสินเชื่อ/เช่าซื้อสินค้า และสินเชื่อ/เช่าซื้อผ่านบัตรต่างๆ อาทิ บัตรอีซี่บาย และอิออน (Loan) รวมถึงลีสซิ่งต่างๆ อาทิ ลีสซิ่งกสิกรไทย ฮอนด้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีสซ่ิง ซิงเกอร์ ลีสซิ่ง และโตโยต้า ลีสซิ่งเป็นต้น)=> ใส่หมายเลขอ้างอิง (Reference No.1 และ Reference No.2) และจำนวนเงิน กดยืนยัน ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาเพียง 1-2 นาทีเท่านั้น

อยากยกตัวอย่างความประทับใจอีกตัวอย่างที่เจอมากับตัวเอง วันก่อนต้องโอนเงินค่าเข้าสัมมนาไปยังบัญชีธนาคารปลายทางธนาคารหนึ่ง (ไม่ใช่ธนาคารกสิกรไทย) สาขาต่างจังหวัด เราก็เลยไปโอนเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคารนั้น เจ้าหน้าที่บอกว่า “ค่าธรรมเนียม 35 บาทครับ เพราะเป็นสาขาต่างจังหวัด” เราบอก “อุ๋ย! มาถึงธนาคาร (เดียวกัน ยังมีค่าธรรมเนียมแพงขนาดนี้อีกหรอคะ” พนักงานยืนัยนว่า ครับ ค่าธรรมเนียม 35 ยาทสำหรับการโอนเงินไปบัญชีสาขาในต่างจังหวัด แม้ว่าจะเป็นการโอนจากธนาคารเดียวกัน” เราเลยบอกว่าขอยังไม่ทำรายการ จากนั้นก็เปิดแอพฯ แอพฯ K-Mobile Banking Plus (ในขณะที่ยังยืนอยู่ที่ธนาคารของบัญชีปลายทาง) และทำการโอนเงินค่าสัมมนาไปยังผู้จัดงาน ปรากฏว่า ค่าธรรมเนียม (จากการโอนเงินต่างธนาคาร และโอนไปยังบัญชีสาขาในต่างจังหวัด) 25 บาท ซึ่งถูกกว่าค่าธรรมเนียมโอนเงินจากบัญชีธนาคารเดียวกันแต่โอนไปสาขาจังหวัดอีก โอ้ว! รู้อย่างนี้ไม่ต้องเดินมาที่สาขาธนาคารของบัญชีปลายทางให้เมื่อยตุ้มเลยแหะ)

ที่เล่ามาให้ฟังทั้งหมด ขอบอกจากใจจริงว่า โดยส่วนตัวแล้ว ประทับใจกับแอพฯ K-Mobile Banking Plus ค่อนข้างมาก เพราะทำให้เสียเวลาในเรื่องของการจัดการจ่ายบิลต่างๆ ลดลง โอนเงินให้บุคคลอื่นได้รวดเร็วขึ้น แถมประหยัดค่าธรรมเนียม เพราะหลายบริการที่แม้ไม่ใช่บริการของธนาคารกสิกรไทยเองเขายังไม่คิดค่าธรรมเนียม ในขณะที่บางบริการแม้มีการคิดค่าธรรมเนียมแต่ก็เป็นค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าค่าธรรมเนียมบนช่องทางอื่น เรียกได้ว่า แอพฯ K-Mobile Banking Plus คือธนาคารที่เปิดบริการ 24×7 เปิดตลอดเวลาทุกวัน แถมเปิดให้บริการทุกที่ทุกเวลาที่คุณต้องการด้วย … พกแอพฯ ไว้ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะค่ะ :)

advertorial

View :15815
Categories: e-payment Tags:

“ทีม”….วิศวกรซอฟต์แวร์แห่ง Google

October 15th, 2013 No comments

ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล หรือ “ทีม” วัย 31 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นมาเรียนต่อในระดับปริญญาโทในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (University of Illinois) ด้วยทุนฟุลไบรท์ (Fulbright) จากมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) หลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาโท ทัดพงศ์ ตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาเอกต่อ ในสาขาเดียวกันที่มหาวิทยาลัยเดิม ในระหว่างที่กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกอยู่นั้น บริษัท กูเกิล อิงค์​(Google Inc.) ได้มาเปิดบูธรับสมัครนักศึกษาฝึกงานที่มหาวิทยาลัยอิลินอยส์ หรือที่เรียกว่า Google Campus Visit ทัดพงศ์ จึงเดินเข้าไปขอสมัคร และได้ฝึกงานที่ Google สำนักงานใหญ่อยู่ 3 เดือน

ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล หรือ “ทีม”

“ฝึกงานเสร็จผมก็กลับมาเรียนต่อจนจบปริญญาเอก จากนั้นก็ไปทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่บริษัทบลูมเบิร์กอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะได้เข้ามาทำงานกับกูเกิ้ลเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนเรียนจบผมสมัครงานอยู่เยอะมาก แต่ไปได้งานที่บลูมเบิร์ก ก่อนที่จะได้มีโอกาสเข้ามาทำงานกับกูเกิล”

ทัดพงศ์ บอกว่า การได้มีโอกาสมาศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา คือ ก้าวย่างสำคัญของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยที่จะได้มีโอกาสเข้ามาใกล้กับศูนย์กลางของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของโลกอย่างซิลิกอน วัลเล่ย์

“เส้นทางสู่ซิลิกอน วัลเล่ย์ อาจมีหลายเส้นทาง แต่เส้นทางหนึ่งที่ผมอยากแนะนำน้องๆ ที่อยากมาทำงานที่นี่ คือ ต้องพยายามมาเรียนต่อที่นี่ก่อน จากนั้นก็หาประสบการณ์การทำงานกับบริษัทไอทีที่นี่ จากนั้นค่อยหาโอกาสหาประสบการณ์กับบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ที่น้องๆ ใฝ่ฝัน ในระหว่างเรียนก็ควรจะหาโอกาสฝึกงานกับบริษัทใหญ่เพื่อหาประสบการณ์และสร้างโปรไฟล์ให้กับตัวเอง เวลาฝึกงานกับบริษัทเหล่านี้เขาจะมี performance report ซึ่งเขาจะรู้จักเรามากขึ้นเวลาสัมภาษณ์เรา เขาก็จะรู้ว่าเราเคยสัมผัสบริษัทเขามาแล้ว มีความรู้ รู้จักสิ่งที่บริษัทเขาทำมาอยู่บ้างแล้ว”​

การจะพาตัวเองเข้ามาอยู่ที่ดินแดนแห่งไอทีได้ ทัดพงศ์ บอกว่า น้องนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีควรจะต้องตั้งใจเรียน แม้ในวิชาที่ตัวเองอาจจะไม่ชอบหรือไม่ถนัด เพราะผลการศึกษามีส่วนสำคัญในการศึกษาต่อในระดับต่อไป นอกจากนี้น้องนักศึกษาไม่ควรที่จะเรียนอย่างเดียว แต่ควรจะหาประสบการณ์การเขียนโปรแกรม และควรมองหาโอกาสในการฝึกฝนความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นโครงการการประกวดแข่งขันการเขียนโปรแกรมต่างๆ หรือทุนการศึกษาต่างๆ เพื่อสะสมประสบการณ์ ฝึกฝนฝีมือ และที่สำคัญได้มีโอกาสฝึกการทำงานร่วมกับคนอื่น

“ทักษะภาษาอังกฤษมีความจำเป็นอย่างมากประการแรกสำหรับการมาทำงานที่ซิลิกอน วัลเล่ย์​ที่นี่เขาไม่สนใจว่าคุณจะเป็นคนชาติอะไร เขาสนใจแค่ว่าคุณสามารถทำงานได้ไหม ทำงานกับคนอื่นได้ไหม คุณมีความรู้ความสามารถที่จะทำงานได้ไหม ที่นี่เขาให้ความสำคัญกับความสามารถ ไอเดีย ความคิดของคุณมากกว่าว่าคุณเป็นคนชาติอะไร”

ทัดพงศ์ เสริมว่า สิ่งสำคัญในการทำงานที่ซิลิกอน วัลเล่ย์ คือ ความสามารถในเนื้องาน และความกล้าแสดงออกซึ่งความคิดเห็น ความกระตือรือร้นในการทำงาน ในการที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น ทั้งเพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งกับเจ้านาย

“ถ้าหากคุณมีไอเดียเจ๋งๆ ในใจ อย่าเก็บมันไว้ ให้บอกมันออกมา ให้นำออกมาแลกเปลี่ยนกับคนอื่น ที่นี่ทุกคนพร้อมจะฟังคุณ หากไอเดียคุณดีพอ คุณก็สามารถโน้มน้าวให้เจ้านายทำตามได้”​

ทัดพงศ์​แนะว่า การที่จะเข้ามาทำงานที่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ซิลิกอน วัลเล่ย์ได้นั้น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ควรจะสั่งสมประสบการณ์การทำงานจากบริษัทขนาดเล็กกว่ามาก่อน

“อยากแนะนำน้องๆ ที่จะมาทำงานที่นี่ว่า อย่าเพ่ิงเลือกงาน หากได้งานอะไรที่นี่ ที่อเมริกาให้ทำไปก่อน สะสมประสบการณ์การทำงาน สะสมทักษะในการทำงาน ทักษะในงานนั้นๆ มาเรื่อยๆ แล้วคอยมองหาโอกาสที่จะขยับขยายตลอดเวลา หากโอกาสมาถึง จงคว้าไว้”

ทัดพงศ์​ยังเสริมต่อว่า ทักษะเรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะต้องสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ สามารถที่จะสื่อสารสิ่งที่คิด และอธิบายไอเดียที่มีออกไปให้คนอื่นได้รับรู้และเข้าใจได้

“ทักษะการสื่อสารจะเป็นบันไดก้าวแรกในการให้ทำให้คุณได้งานที่นี่ เพราะการสัมภาษณ์ที่นี่มีหลายรอบมาก และแต่ละรอบเขาเน้นการสื่อสาร เพราะเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์หลายครั้ง ก่อนที่จะได้รับการเรียกให้มาสัมภาษณ์แบบพบหน้า (Face-to-face) ที่สำนักงานใหญ่ และที่สำคัญ หลายครั้งที่คำตอบไม่สำคัญเท่ากับวิธีคิด หลายคำถามในระหว่างการสัมภาษณ์ เขาต้องการวัดว่าเราคิดเห็นอย่างไร มีวิธีคิด และอธิบายมันอย่างไร เพราะฉะนั้น จงมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิดมาอย่างดีแล้ว และสื่อสารออกไปให้ชัดเจน”

ปัจจุบัน ทัดพงศ์​ทำงานที่ Google สำนักงานใหญ่ ในตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของบริการเสิร์จ (Search Infrastructure) เป็นเวลา 2 ปีแล้ว

“งานที่ผมทำ คือ งานส่วนที่เรียกว่า crawling system คือ โปรแกรมที่ไปดึงเว็บเพจจากทั่วโลกมาเก็บไว้ที่คลังข้อมูล ก่อนจะส่ิงข้อมูลนี้ไปที่ฝ่าย Index เพื่อประมวลผลจัดทำเป็นฐานข้อมูลเว็บเพจเพื่อให้บริการผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก เวลาคนใช้งาน Google search เขาจะพิมพ์คำหลัก (Key Word) ลงไปจากนั้นระบบจะไปค้นหน้าเว็บเพจที่เกี่ยวข้องมาแสดงผล ผมทำส่วนที่ไปถึงหน้าเพจ (ทุกเพจในโลกนี้) จากอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้”

ทัดพงศ์ รู้สึกดีที่ได้ทำงานที่ Google ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นบริษัทไอทีอันดับต้นๆ ของโลก แต่เพราะรู้สึกดีที่ได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นสร้างประโยชน์ให้กับคนนับพันล้านคนทั่วโลก

“รู้สึกว่างานที่เราทำมีความหมาย รู้สึกมีกำลังใจในการทำงาน เพราะรู้ว่าสิ่งที่เราทำมีคนได้ใช้งาน ได้ใช้ประโยชน์จากมันจริงๆ ตอนนี้มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะทำ อยากจะเรียนรู้ที่นี่ ที่ Google สำนักงานใหญ่”

ทัดพงศ์ บอกว่า เขาชอบ Google หลายอย่าง โดยเฉพาะวิธีที่บริษัทดูแลพนักงาน ที่นี่จะดูแลพนักงานดีมาก รวมทั้งชอบบรรยากาศในการทำงาน ชอบเพื่อนร่วมงาน นิสัยดีและเป็นคนเก่ง ทำให้เขาได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เรียนรู้วิธีคิดจากเพื่อนร่วมงาน

“การเป็นคนเอเชีย ต้องมาทำงานที่ Google สำนักงานใหญ่ ในช่วงแรกๆ ผมจะมีปัญหาเรื่องภาษา ต้องปรับตัวเรื่องภาษา ซึ่งคนที่ทำงานที่นี่มีหลากหลายสัญชาติมาก บางทีเขาพูดแล้วเราฟังไใ่ค่อยรู้เรื่อง เพราะสำเนียงเขาไม่ใช่คนที่นี่ ต้องปรับตัวอยู่สักพักหนึ่ง ส่วนเรื่องวัฒนธรรมมีบ้างที่ต้องปรับตัว โดยเฉพาะนิสัยที่ไม่ค่อยแสดงควาคิดเห็น ช่วงแรกๆ ผมจะเงียบๆ ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยแสดงออก ไม่ค่อยออกความคิดเห็น จนเพื่อนร่วมงานบอกว่า คุณต้องแสดงออก แสดงความคิดเห็นมากขึ้นนะ ที่คนต้อง Active ต้องกระตือรือร้นตลอดเวลา ที่นี่เขาไม่ได้มองว่าคุณเป็นคนชาติอะไร หรือเพศอะไร เขามองที่ผลงานล้วนๆ เขาไม่ได้ดูตำแหน่งด้วย สมมติว่าเรามีไอเดียดีจริงๆ แล้วเรามีประเด็นที่จะนำเสนอ ต่อให้เราเป็นผู้น้อย เราก็สามารถคุยกับเขา สามารถโน้มน้าวเขาได้ เขาจะรับฟัง”

ทัดพงศ์​ทิ้งท้ายฝากน้องๆ เด็กไทยที่อยากจะมาทำงานที่ซิลิกอน วัลเล่ย์ ว่า ก่อนอื่นเลยจะต้องเป็นคนที่รักและชอบงานด้านนี้ เพราะงานด้านนี้ คือ งานที่ต้องทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา พอรักชอบแล้วก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม โดนเริ่มจากการขยันเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ควรทำเกรดในทุกวิชาให้ดี แม้แต่ในวิชาที่ไม่ชอบ และพยายามมองหาโอกาสที่จะเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ อาทิ การประกวดการเขียนซอฟต์แวร์​และทุนการศึกษา

View :3103

ธุรกิจ E-Commerce ปี’56…คาดเติบโตร้อยละ 25-30

July 2nd, 2013 No comments

ความก้าวหน้าของระบบไร้สาย 3G บนอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ประกอบกับการซื้อขายออนไลน์ หรือ E-Commerce ผ่านอุปกรณ์ไอทีแบบเดิมอย่างคอมพิวเตอร์ ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของความสะดวกสบายในการพกพาและการใช้งาน ผลักดันให้การซื้อขายออนไลน์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือที่เรียกว่า “M-Commerce” กลายเป็นช่องทางใหม่ที่มาแรง และน่าจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยหนุนการเติบโตของการซื้อขายออนไลน์ในระยะต่อจากนี้ไป ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจ E-Commerce ในปี 2556 น่าจะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญต่างๆ ดังนี้

การเปิดให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz หนุนยุค E-Commerce บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ การทยอยเปิดให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาของผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้มีส่วนสร้างความพร้อมในด้านโครงข่ายการสื่อสารไร้สายความเร็วสูง ซึ่งเมื่อประกอบกับความนิยมในอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่มีสมรรถนะสูงอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จะกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญส่วนหนึ่งในการผลักดันกิจกรรมการตลาดและการจับจ่ายสินค้าและบริการออนไลน์ให้เข้าสู่ยุค M-Commerce โดยนักการตลาดสามารถประยุกต์ใช้ช่องทางดังกล่าว ในการดึงดูดให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา

พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมการทำกิจกรรมออนไลน์และความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัย พฤติกรรมผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน มีความเคยชินกับการทำกิจกรรมต่างๆ ออนไลน์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น การท่องอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ และการเข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นต้น โดยสามารถดูได้จากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องของการใช้บริการด้านข้อมูลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้บริโภคโดยในปี 2555 มีการเติบโตของมูลค่าการใช้บริการด้านข้อมูลสูงถึงร้อยละ 44.1 คิดเป็นมูลค่า 50,800 ล้านบาท

สำหรับในปี 2556 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าการใช้บริการด้านข้อมูลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่น่าจะขยายตัวราวร้อยละ 39.7-47.5 คิดเป็นมูลค่า 70,900-74,800 ล้านบาท ทั้งนี้ ความนิยมในกิจกรรมออนไลน์ของผู้บริโภค ประกอบกับความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยในการสั่งซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งความเชื่อมั่นในตัวผู้ประกอบการ ความเชื่อมั่นในระบบการชำระเงิน และการเก็บรักษาข้อมูลต่างๆ ก็น่าจะเป็นแรงผลักดันหนึ่งให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น

การสร้างช่องทางการตลาดและออกแคมเปญเพื่อกระตุ้นการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ต่างพัฒนาและเปิดตัวแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่อำนวยความสะดวกผู้บริโภคในการค้นหา ตรวจสอบข้อมูลโปรโมชั่น พร้อมทั้งชำระค่าสินค้าและบริการแบบครบวงจร นอกจากนี้ ในด้านการชำระเงินสำหรับบริการซื้อขายออนไลน์ สถาบันการเงินต่างๆ ได้พัฒนาระบบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างๆ พร้อมทั้งออกโปรโมชั่นทางการตลาดเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ โดยผู้บริโภคจะได้รับส่วนลดเมื่อชำระเงินออนไลน์ด้วยบัตรต่างๆ ดังกล่าว ซึ่งคาดว่าน่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาสนใจและจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการออนไลน์มากขึ้น

จากแนวโน้มและปัจจัยสำคัญต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2556 มูลค่าตลาดธุรกิจ E-Commerce จะมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 25 ถึง 30 หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.32 ถึง 1.35 แสนล้านบาท โดยสินค้าที่น่าจะมีการจับจ่ายมากที่สุดยังคงเป็นกลุ่มสินค้าที่มีราคาไม่สูงมากนัก อาทิ สินค้าแฟชั่น (เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า) เครื่องสำอาง และอาหารเสริม เป็นต้น

การประยุกต์ 3G กับ E-Commerce …ช่องทางการตลาดยุคใหม่ของผู้ประกอบการ

ระบบสื่อสารไร้สาย 3G บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ นอกจากจะถูกใช้เป็นช่องทางสำหรับผู้ประกอบการในการให้บริการซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์แล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถประยุกต์ใช้ความสามารถของอุปกรณ์เคลื่อนที่ในการทำการตลาดเพื่อส่งเสริมการประกอบกิจกรรมเชิงธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยตัวอย่างการประยุกต์ใช้ที่มักพบเห็นในปัจจุบันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น เชื่อมต่อกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อทำการตลาด และสร้างฐานลูกค้า จากจำนวนผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับระยะเวลาที่ผู้บริโภคอยู่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์แต่ละวันก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะการเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่สามารถกระทำได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งนับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะใช้ช่องทางดังกล่าวในการทำการตลาด อาทิ การประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงและรับรู้ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เป็นต้น

การทำการตลาดผ่านระบบระบุพิกัดสถานที่บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยผู้บริโภคสามารถรับทราบถึงข้อมูลของร้านค้าในบริเวณที่ตนอยู่ รวมไปถึงโปรโมชั่นที่น่าสนใจ และสามารถเลือกเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ หรือหาเส้นทางไปยังร้านค้าดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดี รูปแบบการดำเนินธุรกิจ E-Commerce ผ่านเครื่องมือต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของกลุ่มเป้าหมายที่มักเป็นกลุ่มขนาดเล็กและส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยรุ่น ทำให้เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจบางประเภทที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น อาทิ สินค้าแฟชั่นวัยรุ่น (เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า) สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม (อาหารเสริม เครื่องสำอาง) แต่ถึงกระนั้น ด้วยเทคโนโลยีทางด้านไอทีที่ถูกพัฒนาให้มีการใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน อีกทั้งยังมีราคาไม่สูงนัก ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่เป็นแบบสังคมเมืองและกระจายออกสู่ต่างจังหวัด (Urbanization) ก็น่าจะช่วยสนับสนุนให้ฐานลูกค้า E-Commerce ขยายตัวมากขึ้นในระยะข้างหน้า

การเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ E-Commerce

การทำธุรกิจบริการซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จนั้น ยังมีข้อพึงคำนึงอยู่บางประการที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ ดังนี้

การบริหารจัดการระบบส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพ นับได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ E-Commerce ผู้ประกอบการควรมีการเตรียมระบบจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว ตรงเวลา และสามารถตรวจสอบสถานะได้โดยลูกค้า โดยผู้ประกอบการอาจร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการที่ให้บริการรับจัดส่งสินค้าตามบ้านซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านระบบจัดส่งสินค้าอยู่ก่อนแล้ว

ระบบชำระเงินที่น่าเชื่อถือ นับได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญอีกประการที่จะสร้างความไว้วางใจแก่ลูกค้าในการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการในร้านค้าออนไลน์ โดยทางเลือกหนึ่งของผู้ประกอบการที่น่าจะสะดวกและลดขั้นตอนการพัฒนาระบบการชำระเงินเอง คือ การเลือกใช้ระบบที่พัฒนาโดยสถาบันการเงิน ซึ่งนอกจากจะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ยังอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการจัดการทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ใช้งานง่าย ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการออนไลน์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ จำเป็นต้องเตรียมพัฒนาแอพพลิเคชั่นจากมุมมองการใช้งานของผู้บริโภค เช่น ความสะดวกในการค้นหารายละเอียดสินค้าและบริการ ข้อมูลเปรียบเทียบสินค้าและบริการเพื่อประกอบการตัดสินใจ และข้อมูลโปรโมชั่นที่น่าสนใจ เป็นต้น โดยแอพพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาต้องใช้งานง่ายและไม่ซับซ้อน

กล่าวโดยสรุปแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธุรกิจ E-Commerce ของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก ซึ่งนับเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถใช้เป็นช่องทางเสริมในการทำรายได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการสร้างรายได้ผ่านช่องทางหลัก หรือในขณะเดียวกัน การเริ่มต้นทำธุรกิจผ่านช่องทาง E-Commerce น่าจะตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของเงินลงทุน เนื่องจากมีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการทำธุรกิจแบบมีหน้าร้าน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคหรือปัจจัยเสี่ยงบางประการที่สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ผู้บริโภคมักมีความกังวล ได้แก่ คุณภาพของสินค้าไม่ตรงกับที่ระบุ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อความซื่อตรงของผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการสามารถสร้างความเชื่อมั่นและขจัดข้อกังวลดังกล่าวไปได้ ก็น่าจะมีส่วนผลักดันให้ผู้บริโภคไว้วางใจ จนเกิดการบอกต่อ และหันมาสนใจใช้บริการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์มากขึ้น

View :4175

สรุปความจากสัมภาษณ์และฟังบรรยายของ @JeffJarvis

June 7th, 2013 No comments

ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ Jeff Jarvis ผู้อำนวยการ ของ Tow-Knight Center for Entrepreneurial Journalism ที่ City University of New York …อยากจะสรุปประเด็นเก็บไว้ตรงนี้ก่อน (จากที่สัมภาษณ์และตอนที่ @JeffJarvis พูดบนเวที)

– คนทำสื่อต้องเปลี่ยนชุดความคิด หมดยุคการเป็น “นายทวารแห่งข่าวสาร”แล้ว มันพังทลายลงเพราะเทคโนโลยี ตอนนี้ข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้น สร้างขึ้น ถูกแชร์ส่งต่อ โดยทุกภาคส่วนในสังคม
– คนทำสื่อต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากนายทวารข่าวสาร เป็น “ผู้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ข่าวสาร” เหล่านั้น อาทิ ต้องยื่นข้อมูลที่แพร่สะพัดทั่วไปว่าจริงหรือไม่อย่างไร สื่อสามารถช่วยยืนยัน “แหล่งข่าว” (คนที่เผยแพร่ข่าวสารนั้นๆ) ได้ว่าเป็นใคร เพื่อให้คนรับสารได้รับข้อมูล ว่าข่าวสารที่แพร่จากผู้นั้นน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใด
– สื่อจะต้องทำเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศข้อมูลข่าวสาร ไม่ต้องทำทุกอย่างเองทั้งหมด ทำเฉพาะส่วนที่เราถนัดและมีจุดแข็ง ส่วนที่เหลือปล่อยให้คนอื่นทำ แล้วก็ไปร่วมมือกับเขา
– สื่อต้องสร้าง”ความร่วมมือ” กับ ทุกภาคส่วนในสังคมที่มีส่วนในการสร้าง และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และสื่อต้องสร้าง “ความสัมพันธ์/ปฏิสัมพันธ์” กับ “คนอ่าน/คนดู” ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาทำข่าวโดยไม่สนใจความต้องการของคนในสังคม เพราะปัจจุบัน พฤติกรรมของคนที่บริโภคข่าวสารเปลี่ยนไป และซับซ้อนมากขึ้น เป็นส่วนตัว และมีความหลากหลายมากขึ้น สื่อเจอความท้าทายในการนำเสนอข่าวที่ตอบสนองคนหมู่มากกับตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ซึ่งในประด็นนี้สื่อจะต้องมีการทำการศึกษาตลาดมากขึ้น
– “สื่อ” และ “ข่าว” ไม่ใช่ ธุรกิจของเนื้อหาอีกต่อไป แต่เป็น “ธุรกิจบริการ” เราให้บริการ “ข่าว” ซึ่งธุรกิจบริการนี้ก็ต้องมี “การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า”ซึ่งก็คือ คนอ่าน/ คนดูข่าว
– แนวโน้มของสื่อในอนาคตคือ จะเป็นไปใน 2 ทิศทาง คือ “ใหญ่ไปเลย” กับ “เล็กไปเลย” ซึ่งสามารถเป็นพันธมิตรกันได้
– เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้เกิดสื่อขนาดเล็ก ที่เป็นแบบ entrepreneur journalism ได้ ซึ่งประเด็นอ่อนไหวของสื่อแบบนี้คือ ethic เพราะผู้บริหารและบก. คือ คนเดียวกัน (หรือกลุ่มเดียวกัน) ซึ่ง @JeffJarvis บอกว่า ประเด็นนี้ยังเป็นประเด็นที่ท้าทาย แต่กองบก.จะต้องยึดมั่นในหลักจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ และต้องฝึกอบรมวัฒนธรรมนี้ให้คนข่าวด้วย ซึ่งแน่นอนไม่มีอะไรมาการันตีได้ เพราะมันไม่ใช่กม.แต่ “สินทรัพย์” ที่มีค่าที่แท้จริงคนทำสื่อ คือ “ความน่าเชื่อ”

“สินทรัพย์” ที่มีค่าที่แท้จริงคนทำสื่อ คือ “ความน่าเชื่อ” !!!!

Jeff Jarvis
Blog: http://buzzmachine.com/
Twitter: https://twitter.com/jeffjarvis
Google Plus: https://plus.google.com/+JeffJarvis/posts

View :3677
Categories: Article Tags: