นักการเมือง/การตลาดดิจิทัล เชื่อ social media มีอิทธิพลสูงมากต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้

January 15th, 2019 No comments

นักการเมือง/การตลาดดิจิทัล เชื่อ social media มีอิทธิพลสูงมากต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจมีการใช้กลยุทธ์​ fake news แบบเนียนๆ มีการทำ personalized แคมเปญเจาะกลุ่มเฉพาะเจาะลง 

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กว่าวว่า พรรคการเมืองใช้ social media ในการหาเสียงเลือกตั้งมากกว่าครั้งก่อนๆ เพราะว่าอิทธิพลของ social media เข้ามาทดแทนสื่อกระแสหลัก คนเสพรับและกระจายข้อมูลข่าวสารมากกว่า สื่อ social media มีอิทธิพลมากขึ้น แต่ละพรรคมีการจ้างคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารจัดกาสรขจ้อมูลเนื้อหาบน social media แต่ยังไม่เห็นการเปิดให้รับฟังความเห็นของประชาชน เน้นการนำเสนอกิจกรรม/ ทัศนคตดิ ของตัวผู้สมัคร/พรรคการเมืองเองมากกว่า

แต่ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ปัญหาเรื่องข่าวหลอก/ข่าวลวง การบิดข้อมูลบางอย่างเพื่อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองของตนเอง จะเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนและสื่อมวลชนต้องระวัง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือในการปั่นกระแส ต้องตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอย่างละเอียด ครบถ้วนก่อนนำเสนอ 

แข่งขันกันรุ่นแรง มีการปล่อยทั้งข่าวจริงข่างลวง บางครั้งไม่ใช่ข่าวเท็จ แต่เลือกนำเสนอข่าวสาร/ข้อมูลแค่บางอย่างที่ตัวเองได้เปรียบ หรือให้คู่ต่อสู้เสียเปรียบ สื่อมวลชนกระแสหลักต้องตรวจสอบคัดกรอง 

Social media อาจไม่มีผลโดยตรงต่อผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่มีส่วนในการตอกย้ำความเชื่อทางการเมืองของคน ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งยิ่งต้องระวัง 

เชื่อว่าแต่ละพรรคการเมืองจะใช้กลยุทธ์การสื่อสาร fake news เป็นอาวุธลับของพรรคการเมือง แต่ไม่ใช้ fake news แบบข้อมูลเท็จ 100% แต่นำเสนอข้อเท็จจริงแค่ 70-80% ของข้อเท็จจริงแล้วบิดประเด็น หรือข้อเท็จจริงทั้งหมดแต่เลือกตีความบางอย่างมานำเสนอเท่านั้น เพื่อทำให้คนเข้าใจผิด เพื่อโจมตีคู่แจ่ง หรือเพื่อสนับสนุนตัวเอง /พรรคตัวเอง 

นักข่าวต้องชี้แจ้งประชาชนว่าส่วนไหนคือ ข้อเท็จจริง ส่วนไหนคือข้อมูบที่ผ่านการตกแต่งมา ส่วนประชาชนก็ต้องระวังในการเสพข้มูล ต้องใช้พลังของ social ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง 

นักการเมืองไทยไม่ได้ใช้ social media เป็นประจำ ทำให้มีลุกเล่นในการใช้ social media สู้นักการเมืองในต่างประเทศที่นักการเมืองใช้ social media เป็นประจำ ไม่ได้ 

ในไทยลักษณะการใช้เป็นลักษณะของทีมงานเป็นหลักมากกว่า ทำมให้การสื่อสารไม่ทันทีทันใดเท่าสื่อเอง 

Social media ที่มีอิทธิพลต่อการเลือตั้งในครั้งนี้คือ LINE Facebook และ Twitter ซึ่งมีบทบาทแต่ต่างกัน Twitter ใช้เพื่อสื่อสารอย่างรวดเร็ว ส่วน Facebook เน้นการสื่อสารเป็นกลุ่ม เน้นการ engagement ส่วน LINE มีทั้งสื่อสารแบบ 1 ต่อ 1 หรือเป็นกลุ่ม จะมีการใช้งานร่วมกันทุก social media อาทิ ปล่อยคลิปลง YouTube แล้วค่อยมาปั่นกระแสต่อใน LINE Facebook และ Twitter

ชนัฐ เกิดประดับ social media communication specialist กล่าวว่า บทบาทของ social media คือ เป็น mass media แต่มี niche เฉพาะกลุ่ม และพรรคการเมืองเจาะเลยว่าใน niche นั้นใครคือ micro-incluencer ในกลุ่มนั้น ก็จะเอามาเป็นหัวคะแนนออนไลน์ ซึ่งหัวคะแนนใน social media จะเป็นหัวคะแนนในเรื่องของนโยบาบ เรื่องของแนวคิด ไม่ได้เป็นหัวคะแนนแบบแจกเงิน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับเมืองไทย

“บนโลก social media ร้อนฉ่าใน niche แต่ละกลุ่ม ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ หรือคนที่กุมอำนาจอยู่ไม่ได้ได้เปรียบ และผล poll ก็อาจจะมไ่เป็นอย่างที่ออกมา ในกลุ่มย่อยๆ ที่เป็น niche ไม่มีใครรู้ว่า เขาคุยออะไรกัน แล้วคะแนนออกมาเป็นยังไง”

เลือกตั้งครั้งที่แล้ว socail media เพิ่งเป็นที่นิยม และกลุ่มผู้ใช้งานยังไม่ mass เท่ากับในวันนี้ วันนี้ social media มีมากและหลากชนิดขึ้น เข้าถึงกลุ่มคนที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีตั้งแต่ผู้สูงอายุเล่น LINE กลุ่มเด็กเข้ามาใช้ Twitter มากขึ้น เพราะฉะนั้น ส่ิงแรกเลยที่เห็นความแตกต่างของบทบาทของ social media ต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้คือ ในมิติของฐานมวลชนกว้างขึ้นและหลากหลายขึ้น ประการต่อมา มีความเป็น niche มากขึ้น เจาะเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เราจะเห็นกลุ่มต่างๆ ของคนบน social media เยอะมาก โดยเฉพาะบน Facebook และ LINE และ Twitter ที่มีการใช้ # เพื่อสื่อสารในกลุ่ม

การใช้ social media เพื่อการสื่อสารทางการเมือง ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย จะมีความเฉพาะ และต้อง customize มากขึ้น ไม่เหมือนครั้งที่แล้วที่ social media เหมือนป้ายหาเสียงบนออนไลน์ ที่พรรคการเมืองใช้ประกาศนโยบายพรรค แต่ครั้งนี้บางพรรคเริ่มที่จะมีนโยบายบางอย่างและโฟกัสที่บางกลุ่ม แล้วสื่อสารผ่าน social media นอกจากนี้ ยังมีการใช้การทำ data mining ว่ากลุ่มไหนสนใจนโยบายด้านไหน แล้วมีการโยนนโยบายลงไปใน socila media กลุ่มนั้น มีการใช้ AI จับข้อมูลว่าในแต่ละกลุ่มเขาพูดคุยเรื่องการเมืองอะไรกัน และมีใครเป็น influencer 

“การใช้สื่อ traditional ในการหาเสียงจะน้อยลง ยกเว้นในเรื่องนโยบายใหญ่ๆ เพราะใช้เงินเยอะ และสาดกระจายกลุ่มคน โดยไม่รู้ว่าคุ้มไหม นอกจากนี้ social media เป็นโอกาสใหม่ๆ ให้กับพรรคการเมืองใหม่ๆ การสื่อสารด้านการเมือง (political communication) ไม่ใช่เรื่องของเงินทุนอย่างเดียว เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงและเป็นจ้าของสื่อได้ แต่มันเป็นเรื่องของการที่เขาสามารถเอาสิ่งที่เขาเขียน content creator คือ เขาจะต้องเขียนเนื้อหาให้เข้าถึงกลุ่มคน​ โดยใช้ภาษาที่เข้าถึงคนแต่ละกลุ่ม นักการเมืองยุคนี้ต้องโชว์​ sincerity ในการสื่อสารผ่าน social media เพราะจะมีคนคอยตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา”

ข่าวปลอม fake news จะมีเยอะมากบน social media ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อ การโจมตี (สารพัดเรื่อง) พรรรคการเมืองมีวิธีในการรับมือกับ crisis management ได้ไว้แค่ไหน 

Social media มีผลมากต่อการเลือกตั้ง เพราะเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งจะมีสิทธิได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่บน social media เยอะมาก และใช้เวลาอยู่บน social media เยอะมากกว่าบนเวลาบน traditional media ฉะนั้น พรรคการเมืองไหนสามารถยึดครองคนกลุ่มนี้ได้ชนะ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนแก่ ที่ชอบเล่น LINE พรรคการเมืองควรรู้ว่า social media ไหนเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ และรู้ว่าคนเหล่านี้ต้องการนโยบายอะไร และถ้าเกิดดราม่ากับพรรคการเมือง จะสามารถแก้ปัญหาได้ทันที อันนี้ชนะ 

Social media มีผลมากและยากมากสำหรับพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่มีทีมงานบริหารจัดการให้ ทีมงานดีแต่ content ที่ออกไปกับภาพลักษณ์พรรคตรงกันไหม ทีมงานไม่ดีโอกาสหลุดสูง ทีมงานดี ทุกอย่างดี แต่สื่อสาร fake ออกไป จะมีถูกตรวจสอบโดยกระแสของ social 

รอบนี้คะแนนเสียงยากคาดเดา เพราะมีกลุ่ม niche ที่กระจายอยู่บน social media เยอะมาก 

การหาเสียงของพรรคการเมือง จะมีทั้ง talk big จับกลุ่ม mass และมีการสื่อสารแบบ customized ทั้งสองอย่างเดินไปด้วยกัน 

“การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการวัดกันว่า ใครจะชนะ ระหว่างคนสูงอายุ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่ชอบประชานิยม กับคนรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งส่วนใหญ่ anit ประชานิยม หาก กลุ่มคนหนุ่มสาวชน social media ชนะสื่อ traditional meida”

ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขาวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจ้นท์ คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ การใช้ social media เข้มข้นมากกว่าครั้งก่อนมาก เพราะคนมีทักษะการใช้งานมากขึ้น การทำ content ธรรมดาจะไม่สามารถจูงใจ/สร้างฐานเสียง ฐานแฟนได้ ฉะนั้น การทำ content จะเนียนขึ้น จนแยกไม่ออกว่า หาเสียง หรือปั่นกระแส ยั่วยุ ทำลายฝั่งตรงข้าม 

คนจำนวนมากอยู่ในภาวะที่ยังตัดสินใจไม่ได้ ถ้าได้รับข้อมูลอะไรเป็นประจำมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งแน่นอน ส่วน fake news จะมีเยอะมาก และจะเนียนมาก  จะแทรกอยู่ในทุกๆ message ไม่ใช่ข่าวปลอม แต่เป็นข้อมูลที่จริงบางส่วน ข้อมูลที่ตัดต่อ ปั่นกระแส จูงใจความคิด 

“ความน่ากลัวคือ เราจะแยกข้อเท็จจริงความเห็นและกระแสการปั่นให้เกลียดกันไม่ชอบกัน หรือเลือกฝ่าย ได้ยากมากขึ้น กว่าครั้งที่ผ่านมา จะมีกระบวนการการใช้ social media ที่ซับซ้อนขึ้น เพราะทุกคนเรียนรู้แล้วว่า social media มีอิทธิพลมากขนาดไหน มีอิทธิพลจากต่างประเทศด้วยว่า แค่ทำให้คนเห็นข้อมูลอะไรอย่างเดียวเยอะๆ จะทำให้คนเชื่อได้แน่นอน ฉะนั้น จะเห็๋น content ที่ทำมห้คนเลือกข้าง จะถูก feed มาบน social media มากขึ้นมาก เพราะฉะนั้น คนจะต้องมี election literacy มากๆ เราเห็นคนรู้เท่าทันสื่อ social media มากขึ้น พลเมืองที่มีความ active รู้กระบวนการในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพิ่มมากขึ้น คนกลุ่มนี้ ที่เป็น active citizen มีความสนใจทางการเมือง มีความรู้เท่าทันสื่อ คือความหวัง ให้เกิดการใช้ social media เพื่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์” 

ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง นักการตลาดดิจิทัล กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นการเลือกตั้งในไทยในช่วงเวลาที่การใช้ดิจิทัลมันสุกงอม ซึ่ง Social media มีบทบาทต่อการเลือกครั้งนี้มาก เพราะ social media คือ หนึ่งในช่องทางรับข่าวสารหลักของประชาชนในกลุ่มใหญ่ๆ ของสังคมปัจุบัน การรับข้อมูลข่าวสาร ทำให้คนเปลี่ยนทัศนคติ/ ความเชื่อ Social media แต่ละตัวมีบทบาท แต่มีบทบาทที่แตกต่างกัน ตามแต่ละกลุ่มคน

กลไกสื่อโฆษณาบนออนไลน์ ที่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงการเข้าถึงในรายบุคคล ไม่ใช่การ broadcast ทำให้มีความเสี่ยงในการเล็ดลอดการตรวจสอบ สมัยก่อนแคมเปญหาเสียง ออกทีวี คนทั้งประเทศเห็นแคมเปญเดียวกัน แต่หากมาลงโฆษณาผ่าน Facebook Google ที่เป็น personalized ads/dynamic ads ทำให้คนแต่ละคนได้รับข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไป คำถามคือ กกต.​มีเครื่องมือในการตรวสจสอบเรื่องเหล่านี้ครบถ้วนหรือไม่ ถ้าหากคนแต่ละคนได้ข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน จะนำมาสู่ bias และการตัดสินใจที่แตกต่างกัน 

ประชาธิปไตยที่ดีเกิดขึ้นจากการที่ทุกคนได้รับข้อมูลตรงกัน เดียวกัน แล้วทุกคนตัดสินอยู่บนพื้นฐานว่าในข้อมูลที่ทุกคนมี แต่ละคนเลือกที่จะเลือกอะไร หากมีการใช้เครื่องมือบน social media ที่มีความเป็น personbalized สูง กลายเป็นว่า แต่ละคนได้ข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน เจตจำนงของประชาธิปไตยที่ให้ทุกคนเลือกบนพื้นฐานข้อมูลเดียวกันอาจจะไม่เกิดขึ้น กกต ต้องควบคุมตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่ามันเป็น fair game 

Fake news ไม่ใช่ข่าวปลอม แต่คือ distort information คือ ข้อมูลที่ถูกตัดแต่ง เปลี่ยนแปลง บิดเบือน หรือการทำ selective truth ถ้าข้อมูลข่าวสารถูกบิดเบือน ทำให้เกิดความเชื่อ และความคิดในการเลือกฝ่ายไหน ไม่เลือกฝ่ายไหน

“ผมห่วงว่าคนที่คุมการเลือกครั้งนี้ รู้เท่าทันสื่อ social media ไหม การเลือกตั้งครั้งนรี้เรารอมานาน อยากให้มันยุติธรรม คนทีกำกับดูแลเองควรศึกษาทำความเข้าใจ และเข้าไปคุยกับเจ้าของแพลตฟอร์ม ปรับความเข้าใจว่าจะมีวิธีการอย่างไร เพื่อป้องกันอย่างเป็นกลาง และเป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่าย ไม่ใช่เป็นการปิดกั้นข่าวสาร แต่เป็นการที่เราป้องกันไม่ให้คนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ผิดๆ” 

ภูมิจิต ศิระวงศ ประเสริฐ Thai Directory Editor for curlie.org กล่าวว่า ครั้งที่แล้ว social media ถูกใช้เหมือน traditional media เหมือนซื้อโฆษณา แต่ตอนนี้ ไม่ใช่แค่พรรค แต่นักการเมืองเข้ามาสื่อสารกับประชาชนบน social media ทำให้ประชาชนรู้สึกมี power มากขึ้น comment ไปถึงเขาได้ ครั้งนี้มีการจัดตั้งทีมงาน มีการจ้างเอเจนซี่เพื่อทำการสื่อสารทางการเมืองผ่าน social media แทนการซื้อโฆษณาประกาศนโยบายพรรค  

มองว่าพรรคการเมืองจะใช้กลยุทธ fake news เพื่อบอกความจริงครึ่งนึง แต่ไม่ใช่การโกหก หลอกลวง เพราะคนจับผิดกันเร็วมาก และมองว่า social media จะมีบทบาทชี้ผลการเลือกตั้งในกลุ่ม swing vote ในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ 

 

View :157

เมื่อครั้งพูดคุยกับ “สมคิด จิรานันตรัตน์”

December 18th, 2018 No comments

บทสัมภาษณ์นี้เป็นการพูดคุยกับ “คุณสมคิด จิรานันตรัตน์” อดีตประธาน บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ถึงเรื่องทิศทางของธุรกิจธนาคารในอนาคตว่าจะเดินไปในทางไหนเมื่อถูกดิจิทัลปั่นป่วน เป็นการสัมภาษณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ก่อนที่จะมีการเปิดตัว KPlus เวอร์ชั่นใหม่ และมาลงหลังจากที่คุณสมคิดได้เกษียณจากตำแหน่งนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 61 ที่ผ่านมา

 

K.Somkid3

เมื่อ digital disruption …..

ทุกคนมีความท้าทายหมดในโลกยุคนี้ เพราะว่าโลกยุคนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเยอะ แล้วเทคโนโลยีที่เปลี่ยนก็เป็ยสิ่งที่อาจจะทำให้วิธีการแบบเดิมๆ ธุรกิจแบบเดิมๆ อาจจะมีความเสี่ยงสูงมาก และอาจจะอยู่ไม่ได้

ที่ผ่านมาเราก็เห็นตัวอย่างหลายธุรกิจที่อยู่ไม่ได้เพราะเทคโนโลยีเข้ามา disrupt เช่น ธุรกิจสื่องสิ่งพิมพ์ อยู่ไม่ได้เพราะว่าต้นทุนที่จะทำสื่อสิ่งพิมพ์กระดาษสูงมากกว่าสื่ออนไลน์​และผู้บริโภคก็หันไปบริโภคสื่ออนไลน์มากขึ้น เรื่องต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคทำให้ธุรกิจแบบเดิมอยู่ไม่ได้ อาจจะทุก sector ค่อยๆ ลามไปทีละ sector ก่อนหน้านั้นเป็นกล้องถ่ายรูป ตอนนี้ธุรกิจทีวีก็มีผลกระทบ ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมไปบริโภคสื่อ YouTube Facebook และสื่ออื่นๆ มากขึ้น ธุรกิจแบบเดิมอยู่ยาก ทั้งต้นทุนสูงกว่าและผู้บริโภคก็เปลี่ยนพฤติกรรม

ตอนนี้มาถึงธุรกิจทางด้านการเงิน เช่นเดียวกัน ต้นทุนต่ำลงอย่างมาก เพราะว่าต้นทุนในการทำ transaction บนสื่อออนไลน์ เช่น บน mobile เทียบกับสาขามันต่างกันเยอะมาก ผู้บริโภคก็หันมาใช้สื่อทางออนไลน์ ทาง mobile มากขึ้นๆ จะเห็นได้ว่า transaction บน mobile มากกว่าสาขาถึง 10 เท่า ณ ปัจจุบัน ของเราเองภายในช่วง 4-5 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งมากกว่า ATM ถึง 2 เท่า (เมื่อก่อน ATM มี transaction มากที่สุด)​ แนวโน้มแบบนี้จะทำให้ต้นทุนของการให้บริการทางสื่อ mobile หรือสื่ออื่นในอนาคต จะต่ำลงๆ รูปแบบการให้บริการเปลี่ยนไป ดีขึ้นกว่าเดิม

สื่อทาง mobile เมื่อเทียบกับ Internet Banking / Cyber Banking มันดีกว่า ถูกกว่า และปลอดภัยกว่า แต่คนอาจจะยังไม่ทราบว่า mobile banking ปลอดภัยกว่า cyber banking แนวโน้มของคนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ mobile banking สูงมากขึ้นๆ

ภัยคุกคามของธนาคารคือ …

threat สำคัญสำหรับธุรกิจการเงิน คือ คนที่จะเข้ามาอยู่ในธุรกิจการเงิน ไม่จำเป็นต้องอยู่ในธุรกิจการเงินเดิม อาจจะไม่ใช่คู่แข่งคนเดิม อาจจะเป็นคนนอกธุรกิจการเงิน อาจจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาจจะเป็นบริษัท e-commerce ขนาดใหญ่ อาจจะเป็นบริษัท telco ขนาดใหญ่ อาจจะเป็น fintec ที่มีกำลังทรัพย์อย่างมาก คือ คนที่จะเข้ามาในธุรกิจแบบใหม่ หรือเข้ามาในธุรกิจการเงินจากภายนอก เขาต้องมีฐานเงิน เขาต้องมีฐานลูกค้า เขาต้องมีเทคโนโลยี ถ้าเขามี 3 อย่างนี้ ในอนาคตเส้นที่แบ่งเขตว่า เขตไหนหรือเขตของ financial industry มันถูกล้างไปหมดเลย

ในโลกแบบใหม่เส้นแบ่งเขตไม่มีแล้ว เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเรายังทำแบบเดิม ยังคิดแบบเดิม รูปแบบการบริการเป็นแบบเดิม เราน่าจะมีปัญหา อันนี้เป็นสาเหตุหลักที่เราตั้ง KBTG และอันนี้ก็เป็นภารกิจหลักที่จะทำให้ KBTG และ KBank และธุรกิจธนาคาร ในประเทศไทนรอดพ้นจากการถูก take over หรือการถูก disrupt โดยธุรกิจแบบอื่น เราเป็นมา 2-3 ปีแล้ว ถึงตั้ง KBTG ขึ้นมา

Landscape ของ baking industry ….

Landscape ข้างหน้ามีความไม่ชัดเจนเยอะ ว่ารูปแบบของ landscape ข้างหน้าเป็นยังไง รูปแบบของการแข่งขันเป็นยังไง landscape ข้างหน้ามันเป็น “ดินแดนที่ยังไม่มีใครค้นพบ” เราต้องไปหา ต้องไปสร้างขึ้นมาว่า “ดินแดนที่ยังไม่มีใครค้นพบ” หน้าตาเป็นยังไง และเป็นภารกิจที่เราต้องทำอยู่ เพราะว่า “ดินแดนที่ยังไม่มีใครค้นพบ” มันจะสร้างให้เป็นแบบไหน

มีความท้าทายแน่นอนอยู่แล้ว อะไรก็ตามที่เป็นของใหม่ ใครก็ตามที่อยู่ในสภาพแบบนี้คิดว่าต้องท้าทาย เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ และเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยคิดและสร้างขึ้นมาก ท้าทายอยู่แล้ว แต่ถามว่าเราจะหนีมันหรือไม่ จะหลบ จะยอมให้คนอื่นเขาทำขึ้นมา แล้วเราอยู่เฉยๆ หรือเปล่า เป็นไปไม่ได้

ตั้งเป้าที่เติบโต 10X ….

ถามว่าเราเป็นผู้นำในเรื่องนี้ไหม ตอนนี้ในโลกดิจิทัลในเมืองไทยก็ถือว่า KBANK เป็นผู้นำในเรื่อง mobile banking ในประเทศไทย ถ้าพูดถึงจำนวน volume, transaction ลูกค้า ใน SEA เราก็เป็นผู้นำ ถ้าพูดถึง scale ระดับโลก การเป็นผู้นำใน SEA มันขี้ปะติ๋วมากเลย เทียบระดับโลกไม่ได้เลย ระดับโลกเขาพูดกันเป็น 100 ล้านคน 1,000 คน อย่าง WeChat, Alipay เขาพูดกันเป็น 1,000 ล้านคน ของเรา 10 ล้านคน เล็กน้อยมาก เราต้องคิดถึงตัวเลขที่ใหญ่กว่า 10 ล้านคน เราไมไ่ด้คิดแค่ปัจจุบัน เราคิดถึง 5-10 ปีข้างหน้า เราคิดถึงตัวเลขที่เป็น 10X ไม่ใช่แค่ % incremental increase แต่เป็น explotential increase เราคิดถึงตัวลข 10 เท่า ซึ่ง timeframe ยังกำหนดไมได้ เราหวังว่าวิธีการ สิ่งที่เราทำเราตั้งเป้าว่าจะไปสู่ตัวเลขที่เป็น 10 เท่าได้ ส่วนจะเป็นถึงเมื่อใด วันนี้ถ้าบอกก็แสดงว่าโม้เกินไป เพราะยังไม่มีอะไรที่ชัดขนาดนั้น

แต่คิดว่าเราต้องหารูปแบบ วิธีการที่จะทำให้เราไปถึง10 เท่าให้ได้ก่อน แล้วเราลองทำมันสัก 1-2 ปี และหลังจาก 1-2 ปีแล้วเราถึงจะบอกได้ว่า อีกกี่ปีเราถึงจะไปถึง 10 เท่าแง่จำนวนคนใช้ แสดงว่าไม่เฉพาะในประเทศไทย ต้องเป็น regional หรือ global player ต้องขยายไปขอบเขตที่ใกล้ที่สุดก่อน คือ indo-china, CLMV, indonesia เป็นประเทศที่เราคุ้นเคย

การเข้ามประเทศเราต้องการการ support จาก regulation และเราต้องเป็น global player mentality mindset คิดแบบ local ไม่ได้ คิดแบบ local เราจะคิดถึงแต่วิธีการที่เราคุ้นเคย และวิธีการที่เป็นคนไทยทำตรงกับผู้บริโภคคนไทย ถ้าเราจะเป็น regional หรือ global player เราต้องคิดเป็น universal มากขึ้น โดยที่สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำต้องเป็น platform ที่เปิดมากพอที่จะไปสู่ regional ได้ หรือแม้กระทั่ง ในอนาคตถ้าไปถึง 10X อาจจะมากกว่า regional ซึ่งต้องอาศัย factor ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน คือ factor ด้านการคิดการออกแบบ platform ต้องต่างจากปัจจุบัน ผู้ที่เข้ามาร่วมใน platform ต้องแตกต่างจากที่เราคิดอยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันเราบอกว่า KPlus เป็นเฉพาะของ KBank แต่ถ้าเราจะเป็น platform อนาคต มันจะต้อง beyond one bank และต้อง beyond banking

ความคิดนี้มันจะอยู่ใน KPlus version ใหม่ เราคิดมานานแล้วคิดมาเป็นปีแล้ว จะชัดขึ้นเรื่อยๆ ใน 2 ปี หลังจาก 2 ปีที่มันชัดขึ้น มันจะไปสู่ regional ได้ หลังจาก 5 ปี ถ้า regional success มันจะไปสู่ภาพที่ใหญ่กว่านั้นได้ global ได้

KPlus as a platform …

เราจะเริ่มเห็นวิธีคิดใน KPlus version ใหม่ ว่าเป็น opened platform มากขึ้น วิธีคิดจะใช้ AI มากขึ้น วิธีคิดจะรองรับ partner ที่จะเข้ามาอยู่ใน platform มากขึ้น วิธีคิดที่จะเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้น บริการต่างๆ ไม่จำกัดเฉพาะบริการทางการเงิน partner ก็ไม่จำเป็นต้องเป็น bank/finance KPlus เป็น platform

วิธีคิด ออกแบบ จะต้องให้บริการได้มากกว่าประเทศไทยได้ แต่ช่วงต้นต้องโฟกัสที่ประเทศไทยก่อน ให้โมเดลมัน work ได้ก่อน ถ้า model มัน work ได้ในเมืองไทย การ expand ไป regional มันไม่ได้ยาก

Version เก่าไม่ได้คิดถึงคนต่างประเทศเลย และไม่ได้คิดถึงธุรกิจที่อยู่นอกเหนือธุรกิจ banking เลย และไม่ได้คิดถึงการเอา AI เป็นพื้นฐานของบริการ เรามี AI เข้าไปใส่ได้บ้าง แต่ไม่ใช่ AI as a platform มันเป็น AI ที่เข้าไปเสริมบางจุด แต่ KPlus version ใหม่จะเป็น AI as a platform

เราคิดใหม่ รื้อใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ทำมาปีหนึ่ง end-user แค่อัพเดทแอพฯ เขาจะเห็นอย่างอื่นเพิ่มมากขึ้น แต่รุปแบบการทำ transaction experience จะเหมือนเดิม เขาจะเห็น AI-based service หรือ GADE suggestion มากขึ้น เป้าคือ 10 เท่าของ 10 ล้าน เรามองยาว เราไม่มองแค่ตัวเลขในประเทศไทย เรามองยาวว่าวิธีการที่เราทำจะนำไปสู่ 100 ล้านคนได้ คืออะไร มันคือ challenge ของผมและ KBank เพราะผมไม่มีความสามารถในการทำคนเดียวได้ เราต้องทำงานเป็นทีม

จุดที่ทำให้เราต้องเอา technology กลับมาดูแลเองทั้งหมด คือ เรามองเห็นว่า technology จะมา disrupt ถ้าเราไม่ build capability เอง การทำ tech reengineer เราทำมาเรื่อยๆ เป็นเวลา 10 ปี

การที่จะต้อง build capability ในวันข้างหน้าที่จะต้องเป็น technology สำหรับอนาคต การที่จะต้อง attract talent เก่งๆ การที่จะต้องสร้าง culture ให้มีความกระฉับกระเฉง ว่องไว รวดเร็ว มันจำเป็นต้องแยก KBTG ออกมา เพราะถ้าอยู่ในองค์กรเดิมที่มีความใหญ่อยู่ มันแก้ไม่ทัน มันเป็นไปได้ยาก ต้องแยกออกมาเป็นหน่วยเฉพาะกิจ แก้ไขได้เร็วและเป็นตัวที่มองไปข้างหน้า ช่วยสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ

เรื่องการสร้างความสามารถ จำนวน resource เทียบกับสิ่งที่เราจะทำ หรือเทียบกับความท้าทายว่าเราอยากจะสร้างอะไรใหม่ มันไม่เคยพอ เรายังต้องการ resource อีกจำนวนมาก แต่ว่าฐานที่เราสร้างขึ้นผมคิดว่าเราสร้างขึ้นมาทั้งเรื่องกำลังคน ความสามาถรของคน เราสร้างฐานได้ดีถึงดีมาก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ถามว่าพอไหม ไม่พอ เราสร้างฐาน resource ด้าน AI ขึ้นมาดีพอสมควรในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา เรามีฐานที่ทำเรื่อง blockchain ทำเรื่อง mobile ซึ่งเราทำมา 5 ปีแล้ว ในขณะที่เราไม่ outsource เรื่อง mobile banking เราสร้างเองมา 5 ปีแล้วเพราะเราคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นฐานที่จะเป็นกำลังสำคัญในอนาคต ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว

KADE 04

KBTG:

ทีม KBTG มี 1,200 คน มี KLabs คิดว่า 70% เป็น technology people เราต้องการสร้าง KLabs สู่ระดับ world class ไม่ใช่แค่ประเทศไทย ต้องมีคนระดับ world class บริษัทระดับ world clase ทำอะไรได้เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ หรือ blockchain หรือ AI design. mobile ถ้า world calss ทำอะไรได้เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน capability เดียวกัน

KLabs เป็นอาวุธสำคัญ เป็นคนที่เราเลือก ซึ่งเราเลือกจากคนที่สามารถทำงานกับบริษัท global ได้ ด้วยความสามารถเดียวกัน ถ้าเขาเข้า Google ได้ เข้า Facebook ได้ เราอยากได้
KLabs เป็น part นึงของ KBTG ทุกคนต้องทำงานร่วมกัน ทั้งหมดเป็นกองทัพ เราคือ technology company เราไม่ใช่ bank เราต้องการให้คน recognize เราเป็น world class technology company

การบริหารพนักงานเจนมิลลิเนียม ….

คุณสมคิดอายุ 58 ปี พนักงานส่วนใหญ่ที่ต้องดูแล ที่ KLabs อายุเฉลี่ยไม่ถึง 30 ปี เทียบเคียงกับบริษัทเทคโนโลยีดีๆ ระดับโลกได้ ถ้าทั้ง KBTG อายุเฉลี่ยคือ 30 ปลายๆ

ผมนี่รุ่น baby boom เราผ่านเศรษฐกิจที่ยากลำบาก เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น อดทน ทนๆๆๆ แต่คนยุคมิลลิเนียม เขาโตมากับเทคโนโลยี เขาเป็น digital native เป็นคนที่ทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยความรวดเร็ว คิดอะไรเร็ว ทำอะไรเร็ว และไม่ได้โตมาแบบลำบาก เพราะฉะนั้น วิธีคิด mindset ต่างๆ ไม่เหมือนกัน

เราก็ต้องทำงานกับเขาได้ เขาก็ต้องทำงานกับเราได้ ทำอย่างไรให้คนสองเจนเนอเรชั่น หรือว่าช่องว่างของวัยวันอยู่ด้วยกันได้ ผมว่ามันต้องคลุกคลีกัน เราต้องฟังเขา เขามีไอเดียดีๆ หลายอย่าง และเขาก็ต้องฟังเรา เพราะเราก็มีประสบการณ์ดีๆ หลายอย่าง ถ้ามี respect ซึ่งกันและกัน อันนี้ไปได้ และเราก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน อย่าให้มันเป็น สิ่งที่ generation gap แล้ว ทำงานร่วมกันไม่ได้ ถ้าคิดแบบนั้นจะลำบาก จะไม่เกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน เหมือนกับอยู่บ้าน คุณก็มีลูกมีหลานก็คนละ generation ทำไมปู่ย่าตายาย ถึงอยู่กับลูกหลานได้ ทำไมบ้างครัวครัวอยู่กันได้ บางครอบครัวฟังกันไม่รู้เรื่อง มันต้องอยู่ที่ต้อง respect ซึ่งกันและกัน

เราอยากทำอันนี้ให้เป็น opened platform ให้ช่วยชีวิตคนดีขึ้น และถ้ามันทำได้จริง platform นี้มันขยายไปสู่ regional ได้ ขยายไป global ได้ มันก็อยู่รอดได้ และมันก็ช่วยเศรษฐกิจของชาติได้ มันช่วยให้คนมีความคิดที่จะทำธุรกิจใหม่ๆ ได้ดีขึ้น

เรามาคนละฟากกัน แต่สุดท้ายอาจจะคิดคล้ายๆ กัน อาจจะไปเจอกันที่เดียวกัน
เราเติบโตมาจาก bank mobile banking เติบโตมาจากการที่เรามี source of fund เรามีคนที่เรารู้จักเป็นอย่างดี คนพวกนี้มีตัวตน แต่คนที่เติบโตมาจาก social network บางทีตัวตนเขาไม่เคยเห็น การที่เขาจะก้าวจาก social network มาสู่ serious business เขาต้องก้าวผ่านภูเขาเหมือนกัน เราก็ต้องก้าวผ่านภูเขา แต่ภูเขาคนละลูก

Motto ในการทำงาน …..
จริงๆ ไม่มี motto ในการทำงาน ผมคิดว่าเวลาทำงาน เราไม่ยอมแพ้ เราไม่เคยยอมแพ้กับสิ่งที่ยังมองไม่เห็น ไม่เคยยอมแพ้กับสิ่งที่มันเป็นความมืด ไม่เคยยอมแพ้กับสิ่งที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราไม่ยอมแพ้กับสิ่งเหล่านี้ เราก็สามารถที่จะทำให้ ความเป็นไปไม่ได้ ที่บอกว่า beyond possibility มัน possible มันไม่ใช่ motto แต่ผมคิดแบบนี้ อะไรก็ตามที่มัน impossible หรือมัน beyond possibility ถ้าเราไม่ยอมแพ้ เราสู้กับมัน มันต้องถึงฝั่งสักวัน

อยากเห็นความคิดดีๆ อยากเห็นคนที่เก่งๆ มาทำของที่เกิดประโยชน์ เราอยากเห็น เราอยาก support และเราอยากจะช่วย ถ้าเขามาอยู่ใน ecosystem เดียวกับเราได้ หรือเราช่วยให้เขาสามารถที่จะ ประสบความสำเร็จได้ โดยเข้ามาอยู่ใน platform หรือ ecosystem ของเรา เราก็ยินดีช่วยสนับสนุนทุกอย่าง ผมคิดว่า startup ถ้ามีคนสนับสนุนที่ดี เขาไปได้ คนที่มีไอเดียดีๆ เก่งๆ ถ้าอยู่คนเดียวหรือว่าไม่ได้มี ecosystem ที่จะช่วย เขาต้องลงแรงออกแรงเยอะมาก เราก็ผ่านจุดนั้นมาก่อน

View :169

รวม 6 ที่พักรีวิวเยี่ยมจาก Booking.com ในอโยธยา

March 28th, 2018 No comments

ช่วงนี้ทุกคนต่างก็กำลังอินกับแม่หญิงการะเกดกันทั้งบ้านทั้งเมืองจนทำให้อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อนกลับมาฮอตฮิตอีกครั้งในหมู่ผู้เดินทางชาวไทยทิ่นิยมไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับด้วยความที่เป็นเมืองซึ่งไม่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เท่าไรนัก อย่ากระนั้นเลย หากอยากจะตามรอยแม่หญิงการะเกดให้เต็มที่แล้ว ทำไมไม่ลองใช้เวลาช่วงวันหยุดของคุณด้วยทริปค้างคืนที่อยุธยาเสียเลยเล่า วันนี้ Booking.com ผู้นำระดับโลกด้านการเชื่อมโยงผู้เดินทางกับตัวเลือกที่พักน่าทึ่งหลากหลายประเภท จึงขอรวบรวม 6 ที่พักที่ได้รีวิวคะแนนสูงจากผู้เข้าพักในตัวเมืองอยุธยามานำเสนอ เผื่อใครอยากจะลองใช้เวลาวันหยุดให้เต็มอิ่มในแบบแม่หญิงที่อยุธยากัน

Phuttal Residence

unnamed

ให้บริการที่พักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ฟรี บาร์บีคิว และพื้นที่จอดรถส่วนตัวฟรีในสถานที่ ห้องพักมีโทรทัศน์จอแบน บางห้องมีพื้นที่นั่งเล่นสำหรับผ่อนคลายหลังจากวันที่เหน็ดเหนื่อย บางห้องมีลานระเบียงหรือระเบียง ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมพื้นที่ฝักบัว เครื่องใช้ในห้องน้ำฟรีและเครื่องเป่าผมเพื่อความสะดวกสบายของผู้เข้าพัก พร้อมห้องครัวส่วนกลางและจักรยานสำหรับการใช้งานฟรี โดยย่านที่พักเป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับการขี่จักรยาน ที่พักตั้งอยู่ห่างจากอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นระยะทาง 1.1 กิโลเมตร ห่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาเป็นระยะทาง 1.6 กิโลเมตร สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือสนามบินนานาชาติดอนเมืองซึ่งอยู่ห่างจากที่พักเป็นระยะทาง 49 กิโลเมตร

Silp Pa Phra Nakhon Si Ayutthaya

2

ตั้งอยู่ในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาและตั้งอยู่ห่างจากวัดมหาธาตุเป็นระยะทาง 900 ม. ที่พักมีห้องอาหารและอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ฟรี ห้องพักบางห้องมีวิวของสวนหย่อมหรือวิวของเมือง ห้องพักติดตั้งโทรทัศน์จอแบน ที่พักมีห้องนั่งเล่นส่วนกลาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาอยู่ห่างจาก Silp Pa Phra Nakhon Si Ayutthaya เป็นระยะทาง 1.4 กม. ในขณะที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาอยู่ห่างออกไปเป็นระยะทาง 1.7 กม. สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือสนามบินนานาชาติดอนเมืองซึ่งอยู่ห่างจากที่พักเป็นระยะทาง 48 กม.

Iudia Hotel

3

ที่พักสไตล์บูติกแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางซากโบราณของวัดและพระราชวังเก่า หันหน้าไปทางอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลกอยุธยา ให้บริการห้องพักพร้อมอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรี มีคาเฟ่และสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ห้องพักปรับอากาศของ iuDia Hotel มีลานภายในหรือสามารถมองเห็นวิวของแม่น้ำเจ้าพระยา ตกแต่งด้วยของเก่า มีโทรทัศน์จอแบน เครื่องเล่นดีวีดี อุปกรณ์ชงชาและกาแฟ และมินิบาร์ ที่พักตั้งอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาโดยใช้เวลาเดิน 15 นาที ห่างจากวัดมหาธาตุเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร และห่างจากสถานีรถไฟอยุธยาเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร ผู้เข้าพักสามารถเที่ยวสำรวจบริเวณโดยรอบด้วยตัวเองและที่พักมีจักรยานสำหรับใช้งานฟรี และท่านที่นำรถยนต์มาด้วยสามารถจอดรถในสถานที่ได้ฟรี

Niwas Ayutthaya

4

ตั้งอยู่ในเขตเมืองโบราณของอยุธยา ห่างจากวัดมหาธาตุและวัดราษฎร์บูรณะโดยใช้เวลาเดิน 10 นาที มีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรีทั่วบริเวณที่พักห้องพักทุกห้องตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทย มีเครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังมีห้องน้ำในตัวหรือห้องน้ำส่วนตัวด้านนอกพร้อมเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรีและฝักบัว มีบริการซักรีดและบริการนวดเพื่อมอบความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นแก่ผู้เข้าพัก ที่พักแห่งนี้อยู่ห่างจากสถานีรถไฟจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้เวลาขับรถ 15 นาที และห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิในกรุงเทพฯ โดยใช้เวลาขับรถ 1 ชั่วโมง 15 นาที

Ayothaya Riverside House

5

ที่พักซึ่งตกแต่งสไตล์ไทยเดิมพร้อมเพิ่มความเก๋ด้วยห้องพักบนเรือ ตั้งอยู่ถัดจากวัดกษัตราธิราชวรวิหาร มีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรีทั่วบริเวณที่พัก ผู้เข้าพักสามารถเดินเล่นในสวนหย่อมหรือพักผ่อนริมฝั่งแม่น้ำ จากที่พักแห่งนี้ ท่านใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์เพียง 5 นาทีไปยังวัดไชยวัฒนาราม พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย และตลาดน้ำวัดท่าการ้อง ที่พักทั้งหมดประกอบด้วยเครื่องปรับอากาศหรือพัดลม และห้องน้ำในตัวหรือห้องน้ำรวม ห้องพักบางห้องมีทีวี ตู้เย็น และระเบียง ที่พักแห่งนี้มีที่จอดรถสาธารณะฟ​​รี และบริการซักรีด

บ้านหลวงชำนิฯ

6

ตั้งอยู่ห่างจากวัดมหาธาตุโดยใช้เวลาเดิน 5 นาที ให้บริการห้องพักสไตล์ไทยดั้งเดิม บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรี และที่จอดรถสาธารณะฟรีในสถานที่โรงแรมตั้งอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ตลอดจนสถานีรถไฟและสถานีขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพียง 5 นาทีเมื่อเดินทางด้วยรถยนต์ห้องพักปรับอากาศแต่ละห้องแวดล้อมด้วยพรรณไม้อันเขียวขจี มีโทรทัศน์ระบบช่องสัญญาณดาวเทียม ตู้เย็น โต๊ะทำงาน ห้องน้ำส่วนตัวด้านล่างพร้อมฝักบัวและเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรี โรงแรมมีบริการรับฝากสัมภาระ บริการซักรีด บริการจักรยานเช่า และสวนสำหรับการพักผ่อนของผู้เข้าพัก โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับร้านอาหารท้องถิ่นหลายแห่งโดยใช้เวลาเดินไม่เกิน 5 นาที

[ข่าวประชาสัมพันธ์​]

View :390

Beacon VC ลงทุนใน Ookbee ต่อยอดธุรกิจ C Channel ประเทศไทย

March 8th, 2018 No comments

บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล ประกาศร่วมลงทุนในอุ๊คบี ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์อันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนับสนุนการต่อยอดธุรกิจ ซี แชนเนล ไทยแลนด์ สื่อออนไลน์ที่นำเสนอเนื้อหาเชิงไลฟ์สไตล์ ที่อุ๊คบีผลิตโดยความร่วมมือกับ ซี แชนเนล เจแปน รวมถึงการขยายสู่ธุรกิจใหม่ที่จะเปิดตัวในไตรมาสแรกของปีนี้ ตั้งเป้าหมายเป็นช่องทางให้ธนาคารสามารถเข้าถึงกลุ่มกลุ่มคน “โพสต์มิลเลนเนียล” ได้อย่างแตกต่างและสร้างสรรค์ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของธนาคารด้านความเป็นผู้นำบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม

นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด

นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด

นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด เปิดเผยว่า บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล เป็นบริษัทของธนาคารกสิกรไทยที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการลงทุนสตาร์ทอัพ มีความมุ่งมั่นในการคัดเลือกและลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ เพื่อต่อยอดธุรกิจของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ บริษัท อุ๊คบี จำกัด เป็นสตาร์ทอัพไทย ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความแปลกใหม่ในด้านการผลิตสิ่งพิมพ์ดิจิทัลในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มธุรกิจด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์อีบุ๊คที่รับคอนเทนต์จากบริษัทผู้พิมพ์มาจัดจำหน่าย ปัจจุบันมีการต่อยอดธุรกิจที่มีเนื้อหาหลากรูปแบบมากขึ้น โดยให้การสนับสนุนทั้งคอนเทนท์ที่ผลิตโดยมืออาชีพและคอนเทนต์จากผู้ใช้บริการ รวมทั้งให้ความสำคัญต่อเทรนด์ใหม่ ๆ และนวัตกรรมทางสื่อดิจิทัลที่มีช่องทางการรับชำระเงินบนออนไลน์ที่ครอบคลุม

ธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจของอุ๊คบี คือ ซี แชนเนล ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มนิตยสารไลฟ์สไตล์ในรูปแบบวิดีโอออนไลน์ สร้างขึ้นจากความร่วมมือระหว่างอุ๊คบี กับ ซี แชนเนล เจแปน ล่าสุดบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จึงได้ตัดสินใจร่วมลงทุนในอุ๊คบี สำหรับการพัฒนาต่อยอด ซี แชนเนล ไทยแลนด์

นอกจากนี้ทางอุ๊คบีกำลังขยายธุรกิจใหม่ซึ่งจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยธุรกิจดังกล่าวจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งในทางธุรกิจให้แก่กลุ่มผู้ผลิตคอนเทนต์ที่อยู่บนแพลตฟอร์มของอุ๊คบี และเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและหลากหลายมากขึ้นแก่ผู้ใช้บริการเพื่อจะตอบสนองไลฟ์ไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล ตั้งเป้าหมายว่าการลงทุนดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้รับข้อมูลข่าวสารในวิธีการที่แตกต่างและน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า “โพสต์มิลเลนเนียล” ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของธนาคาร ตอกย้ำภาพลักษณ์ของธนาคารด้านความเป็นผู้นำบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม

Beacon VC_logo

นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อุ๊คบี จำกัด กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของบริษัทคือ การเติบโตและขยายแพลตฟอร์มเพื่อรองรับการสร้างและการบริโภคเนื้อหาที่มีความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสร้างความแข็งแกร่งของผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจแก่ชุมชนแห่งนักสร้างสรรค์ สำหรับ ซี แชนเนล ไทยแลนด์ เป็น นิตยสารแฟชั่น วิดีโอออนไลน์ สำหรับผู้หญิง ที่มีการนำเสนอเนื้อหาเชิงไลฟ์สไตล์สร้างสรรค์ นับเป็นบริการที่อุ๊คบีเริ่มนำเสนอสู่ตลาดประเทศไทยตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา และได้รับความ นิยมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีฐานผู้เข้าชม ซี แชนเนล ไทยแลนด์ ผ่านช่องทางเว็บไซต์ th.cchan.tv และเฟซบุ๊ค www.facebook.com/cchannel.thailand โดยมีจำนวนการเข้าชมมากกว่า 250 ล้านครั้งต่อเดือนและมียอดเข้าชมเฉลี่ยมากกว่า 150,000 ครั้งต่อคลิป

การเข้าเป็นพันธมิตรกับบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล ที่ได้ให้การสนับสนุนเงินลงทุนแก่บริษัทครั้งนี้ จะช่วยให้อุ๊คบีสามารถพัฒนาต่อยอด ซี แชนเนล ไทยแลนด์ และนำเสนอธุรกิจใหม่สู่ตลาด ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเสริมธุรกิจดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของอุ๊คบีในปัจจุบันและเสริมสร้างความสัมพันธ์ของอุ๊คบีกับชุมชนสร้างสรรค์ต่าง ๆ ให้มีความสัมพันธ์และฐานการใช้งานที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

บริษัท อุ๊คบี จำกัด เป็นสตาร์ทอัพไทย ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2554 ปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์อันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีผู้ใช้บริการกว่า 10 ล้านคนและมากกว่า 1,000 ล้านเพจวิวต่อเดือน เปิดให้บริการเนื้อหาสาระและความบันเทิงบนแพลตฟอร์มออนไลน์หลากรูปแบบ ได้แก่ หนังสือ นวนิยายแปล การ์ตูน ดนตรี วีดิโอ บล๊อก แชท การพยากรณ์ ซึ่งมีทั้งคอนเทนท์จากทีมผลิตของบริษัทเองและคอนเทนท์จากผู้ใช้บริการ เป็นสตาร์ทอัพในระดับซีรีส์บี ที่จะเข้าสู่ซีรี่ส์ซี ภายในปีนี้

สำหรับ บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล เป็นบริษัทของธนาคารกสิกรไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2560 โดยมีนายธนพงษ์ ณ ระนอง เป็นกรรมการผู้จัดการ เพื่อร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพในประเทศไทยและต่างประเทศ มีวงเงินลงทุนทั้งหมดจำนวน 1,000 ล้านบาท

View :497
Categories: startup Tags:

โหลด K-Mobile Banking PLUS แล้วลุ้น Samsung Galaxy S6 edge+ และ Gear S2 เป็นคู่ง่ายๆ 59 วัน 59 คู่

January 11th, 2016 No comments

โหลด K-Mobile Banking PLUS  แล้วลุ้น Samsung Galaxy S6 edge+ และ Gear S2 เป็นคู่ง่ายๆ 59 วัน 59 คู่

AW-FB-Pagepost-(1200x900px)_V2

โหลดแล้วลุ้น Samsung Galaxy S6 edge+ และ Gear S2 เป็นคู่ง่ายๆ 59 วัน 59 คู่ รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท โหลดและดูรายชื่อคนได้คู่ ที่ http://bit.ly/rewardplus ตั้งแต่วันนี้ ถึง 9 ม.ค. 59

K-Mobile Banking PLUS

ธนาคารบนมือถือกสิกรไทยเปิดทุกวันไม่มีวันหยุด

ความยุ่งยากในเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน “ถอน โอน จ่าย” ของคุณจะหมดไป หากคุณเป็นลูกค้าธนาคารกสิกรไทยและใช้บริการ​ K-Mobile Banking PLUS “ธนาคารบนมือถือกสิกรไทย” ที่เปิดให้บริการตลอดเวลาไม่มีวันหยุด เพราะ K-Mobile Banking PLUS คือ บริการธนาคารบนมือถือจากธนาคารกสิกรไทยที่ให้คุณทำธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายๆ ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความปลอดภัยระดับสูง 3 ขั้น (Triple Lock Security) โดยระบบจะทำการตรวจสอบข้อมูลเครื่องโทรศัพท์, เบอร์โทรศัพท์ และรหัสผ่านส่วนตัวทุกครั้ง ก่อนอนุญาตให้เข้าใช้งาน

เริ่มต้นใช้งาน K-Mobile Banking PLUS ธนาคารบนมือถือกสิกรไทย ง่ายๆเพียงดาวโหลดแอพ ได้ทั้ง Google play และ App Store และดูวิธีการสมัครและใช้งานแอพ ได้ที่ http://bit.ly/rewardplus หรือ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-8888888 กด 03

ทั้งนี้ คุณสามารถสมัครบริการด้วยตนเองได้ที่ตู้ ATM ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. หรือสมัครผ่านพนักงานธนาคารกสิกรไทยได้ทุกสาขาทั่วประเทศในเวลาทำการ

บริการ K-Mobile Banking PLUS ธนาคารบนมือถือกสิกรไทย

บริการที่ K-Mobile Banking PLUS “ธนาคารบนมือถือกสิกรไทย” ให้บริการประกอบด้วย

– สอบถามยอด และรายการเคลื่อนไหวในบัญชี

– โอนเงินไปบัญชีธนาคารกสิกรไทย และต่างธนาคาร ทั้งด้วย เลขที่บัญชี เบอร์มือถือ และ QR-code

– จ่ายบิลด้วยการสแกน Barcode จากมือถือโดยตรง

– เติมเงินมือถือ อีซี่พาส (Easy Pass) และเติมเงินอื่นๆ

– สอบถามประวัติการทำธุรกรรมผ่าน K-Mobile Banking PLUS

– บริหารบัญชี / บัตร ส่วนบุคคล ให้ง่ายขึ้น โดยตั้งชื่อ หรือ ใส่รูปภาพให้บัญชี /บัตร รายการโปรด และพื้นหลัง เพื่อจดจำง่าย

– บันทึกสลิปรายการลงโทรศัพท์มือถือโดยอัตโนมัติ

– แจ้งผลการโอนเงินฟรี ไปยัง SMS, อีเมล์และเฟสบุ๊ค Line โดยเลือกจาก Contact List บนโทรศัพท์มือถือ

– ค้นหาที่ตั้งสาขา หรือตู้เอทีเอ็มของธนาคาร

– ซื้อขายกองทุน

– รับสิทธิพิเศษต่อเนื่อง ตลอดปี จาก KBank Reward PLUS

อ่านกันมาถึงตอนนี้แล้วก็เริ่มหยิบโทรศัพท์มือถือมากดดาวน์โหลดแอพพิลเคชั่น K-Mobile Banking PLUS แล้วลุ้น Samsung Galaxy S6 edge+ และ Gear S2 เป็นคู่ง่ายๆ 59 วัน 59 คู่ จนถึงวันที่ 9 .. 59 กันเถอะ อย่าได้รอช้า!!!

 

[Advertorial] 

 

View :2613
Categories: Uncategorized Tags:

ภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations” แอนนิเมชั่นแห่งปีที่คุณไม่ควรพลาด

November 17th, 2015 No comments

 

คุณทองแดง The Inspirations

เชื่อแน่ว่าใครหลายคนยังคงจำเรื่องราวที่ประทับใจของ “คุณทองแดง” สุนัขทรงเลี้ยงซึ่งปรากฏเป็นบทพระราชนิพนธ์ “คุณทองแดง (ฉบับการ์ตูน)” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ไม่รู้ลืม

คุณทองแดง ลูกของ “แดง” สุนัขจรจัดบริเวณซอยศูนย์แพทย์พัฒนา ถนนพระราม 9 เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำมาเลี้ยงหลังจากเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดศูนย์การแพทย์พระราม 9 และนายแพทย์คนหนึ่งนำคุณทองแดงมาทูลเกล้าฯ ถวายให้ทอดพระเนตร และกลายเป็นสุนัขทรงเลี้ยงที่ติดตามถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกครั้ง ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ใด

“คุณทองแดง” มีลักษณะพิเศษต่างจากลูกสุนัขตัวอื่น คือ มีสายสร้อยรอบคอครึ่งเส้น มีถุงเท้าขาวทั้ง 4 ขา มีหางม้วนขดเป็นวง ปลายหางดอกสีขาว และมีจมูกแด่น

ความประทับใจเหล่านั้นจะกลับมาให้ได้สัมผัสกันอีกครั้งผ่าน ภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations” ที่สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจจากบทพระราชนิพนธ์ “คุณทองแดง (ฉบับการ์ตูน)”ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดทำ เป็นภาพยนตร์ที่บันทึกคุณค่าแห่งความกตัญญู ซื่อสัตย์ และกล้าหาญที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ

โดยมีกำหนดเปิดรอบปฐมทัศน์วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2558 และฉายพร้อมกันทั่วประเทศในวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558 โดยเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการฉายภาพยนตร์ มอบให้กับ “มูลนิธิศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน ใน พระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชประสงค์เพื่อเป็นแหล่งพักพิงของสุนัขจรจัด และสุนัขที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง และเป็นโครงการต้นแบบบริหารจัดการอย่างมีระบบครบวงจรให้แก่ท้องถิ่นอื่น ในการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด

3 ตอน สะท้อนคุณค่าและคุณธรรม “คุณทองแดง”

ภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations” ใช้ทุนสร้างประมาณ 150 ล้านบาท โดยนำเรื่องราวของ “คุณทองแดง” สุนัขทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นแรงบันดาลใจสร้างเป็นเนื้อหาของภาพยนตร์ ที่ผลิตโดย 4 สตูดิโอชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ IMAGIMAX, WORKPOINT PICTURES, THE MONK STUDIOS และ DR.HEAD

การดำเนินเรื่องของภาพยนตร์ ผ่านการเปิดเรื่องโดย โหน่ง 3 ช่า และน้องเกล โสพิชา อังคไวมงคล ตัดสลับคั่นกับแอนิเมชั่น จำนวน 3 ตอน ซึ่งเป็นสุนัขที่มีแบบอย่างและเจริญรอยตามคติธรรมของคุณทองแดง ได้แก่

ตอน “จร” สุนัขจรจัด ตัวแทนของความกตัญญู และความซื่อสัตย์

ตอน “ทองหล่อ” ตัวแทนของความกล้าหาญในการปกป้องเจ้านายที่เป็นที่รัก

ตอน “คอปเปอร์เพื่อนรัก” ตัวแทนของความมุ่งมั่นขวนขวาย หากอยากได้สิ่งใดต้องลงมือทำด้วยตนเอง

ทองแดง2

ตอน “จร” สุนัขจรจัด

ตัวแทนของความกตัญญู และความซื่อสัตย์

ในตอน “จร” เป็นการนำเสนอเรื่องราวของ ความกตัญญู และความซื่อสัตย์ โดย “จร” เป็นสุนัขจรจัดที่มีความกตัญญูและซื่อสัตย์ต่อหลวงพ่อที่ให้ความช่วยเหลือเมื่อตอนบาดเจ็บ เมื่อมีคนจะมาขโมยสมบัติของวัด จึงช่วยป้องกันไว้อย่างสุดความสามารถ

เรื่องราวของ “จร” ได้แรงบันดาลใจจาก “คุณทองแดง” ที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อคุณมะลิ (สุนัขทรงเลี้ยงก่อนคุณทองแดง ซึ่งคุณทองแดงเกิดหลังลูกคุณมะลิเพียงไม่กี่วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงยกให้คุณมะลิเลี้ยงคุณทองแดง) คุณทองแดงไม่เคยลืมคุณแม่มะลิ ตอนแรกๆ ไม่เคยอยู่ห่างแม่มะลิ ต่อมาเมื่อแยกกันอยู่ เมื่อมาพบกันทองแดงก็ยังแสดงความเคารพแม่มะลิ ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญแล้ว มักจะลืมตัว และดูหมิ่นผู้มีพระคุณที่เป็นคนต้อยต่ำ

ทองแดง4

ตอน “ทองหล่อ”

ตัวแทนของความกล้าหาญในการปกป้องเจ้านายที่เป็นที่รัก

ในตอน “ทองหล่อ” เป็นการนำเสนอเรื่องราวของความกล้าหาญ และความสามารถพิเศษ คือ ปอกมะพร้าว โดย “ทองหล่อ” เป็นสุนัขที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ฉลาด ชอบกินลูกพลับ และกล้าหาญ เมื่อเจ้าของจะมีอันตรายช่วยปกป้องจนถึงที่สุด

เรื่องราวของ “ทองหล่อ” ได้แรงบันดาลใจจาก “คุณทองแดง” ที่ชอบปอกมะพร้าว และกล้าหาญ คอยหมอบเฝ้าเป็นองครักษ์ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยห่าง

ทองแดง7

ตอน “คอปเปอร์เพื่อนรัก”

ตัวแทนของความมุ่งมั่นขวนขวาย หากอยากได้สิ่งใดต้องลงมือทำด้วยตนเอง

ในตอน “คอปเปอร์เพื่อนรัก” เป็นการนำเสนอเรื่องราวของ “คอปเปอร์”สิ่งของไร้ค่า ที่เมื่อมีผู้เห็นคุณค่าและนำกลับมาดูแล ก็กลายเป็นของมีค่า

“คอปเปอร”เป็นหุ่นทรุดโทรม สภาพเหมือนเศษเหล็ก จนกระทั่งมีเด็กน้อยคนหนึ่งไปพบและนำกลับมาดูแล และในที่สุดก็พบว่าของที่ตัวเองพบนั้นเป็นของที่มีประโยชน์มีคุณค่า

เรื่องราวของ “คอปเปอร์” ได้แรงบันดาลใจจาก “คุณทองแดง” ซึ่งเป็นลูกของสุนัขจรจัดของศูนย์แพทย์พัฒนา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับมาเลี้ยง โดย “คุณทองแดง” เป็นแบบอย่างการปฏิบัติตัวที่ดีให้กับคนทั่วไป เรื่องนี้อ้างอิงถึงคำสอนของสมเด็จย่า ที่ทรงสอนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เมื่ออยากได้ของเล่นอะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือประดิษฐ์เอง

detail_KhunTongdaengV2_th (1)

KBank แจกฟรีบัตรภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations”

ธนาคารกสิกรไทยร่วมสนับสนุนแอนนิเมชั่นแห่งปี “คุณทองแดง the Inspirations” ในวันนี้เพียงคุณสมัคร บัตรเดบิตกสิกรไทย หรือโหลดแล้วใช้ แอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking PLUS ระหว่าง 1 พ.ย. – 31 ธ.ค. 58 ก็มีสิทธิ์รับบัตรชมภาพยนตร์ คุณทองแดง the Inspirations ฟรี เงื่อนไขง่ายๆ ดังนี้ คือ

สมัครบัตรเดบิต คุณทองแดง the Inspirations (K-Debit Card) ซึ่งมีจำหน่ายเฉพาะธนาคารกสิกรไทยสาขาในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น ระหว่างเวลาที่กำหนด รับฟรีบัตรชมภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations” จำนวน 1 ใบ

โดยพิมพ์ iDog เว้นวรรค หมายเลขบัตรเดบิต12 หลักสุดท้าย (iDog 888888888888) ส่งมาที่ 4545888 โดยธนาคารจะจัดส่งรหัส E-Voucher ให้ลูกค้าตั้งแต่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป

หรือโหลดแล้วใช้ K-Mobile Banking PLUS ระหว่างเวลาที่กำหนด (1 พ.ย. – 31 ธ.ค. 58) คุณจะได้รับบัตรชมภาพยนตร์ “คุณทองแดง the Inspirations” (E Voucher) ฟรี 2 ใบ สิทธินี้เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าใหม่ ที่ทำธุรกรรมโอน หรือ เติม หรือ จ่าย 1 ครั้งแรก โดยลูกค้าสามารถกดรับสิทธ์ที่ปุ่ม Reward PLUS บนแอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking PLUS 1 คน ต่อ 1 สิทธ์ (ทั้งหมด 3,000 สิทธิ์ ตลอดรายการ)

Screen Shot 2558-11-17 at 3.41.49 PM

สำหรับลูกค้าใหม่ Reward PLUS โปรโมชั่นนี้ จะ ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายหรือบัตรส่วนลดอื่นๆได้

บัตรชมภาพยนตร์ E-Voucher ใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 58 เป็นต้นไป (วันเริ่มฉายภาพยนตร์ ) สำหรับชมภาพยนตร์เรื่อง “คุณทองแดง The Inspirations” ประเภทที่นั่งปกติในระบบปกติ ที่โรงภาพยนตร์ในเครือ SF ทุกสาขา ยกเว้นโรงภาพยนตร์ Emprive’ Cineclub

คุณต้องแสดง E-Voucher เพื่อสำรองที่นั่ง ณ ห้องจำหน่ายบัตร ก่อนชมภาพยนตร์ ทั้งนี้ บัตรชมภาพยนตร์นี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือทอนเป็นเงินสดได้ และไม่สามารถใช้ร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการขายอื่นๆได้ ธนาคารขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า หากมีกรณีพิพาท คำตัดสินของธนาคาร ถือเป็นที่สิ้นสุด และเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

Screen Shot 2558-11-17 at 3.23.18 PM

 

 

advertorial

 

 

 

View :3089

บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส เงินสดในมือคุณ…… ช้อปออนไลน์/ออฟไลน์ง่ายๆ เพียง…..“แตะ รูด กด”

September 3rd, 2015 No comments

 

หากคุณเคยเจอปัญหาเหล่านี้ คือ หากคุณมักจะได้เศษเหรียญเพ่ิมทุกครั้งหลังจากแวะซื้อของ 7-Eleven โดยเฉพาะเหรียญ 50 สตางค์ และ 25 สตางค์ หรือหากคุณมักจะต้องแวะกดเงินสดเกือบทุกครั้งเพื่อแวะซื้อของใน 7-Eleven  ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากคุณพกบัตร บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส (7 Purse Debit card)

711

นอกจากจะสะดวกสบายในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ยอดการใช้จ่ายไม่สูงมาก (small amount of daily expense) แล้ว บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ยังตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทั้งออฟไลน์​และออนไลน์ เพียงแค่ “แตะ รูด กด”

  •       แตะ..ซื้อของที่ร้าน 7-Eleven
  •       รูด..ได้ทุกร้านค้าทั่วโลก
  •       กด..เอทีเอ็ม
  •       และช้อปออนไลน์ 

นอกจากนี้บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ยังให้คุณสะดวกในการไม่ต้องพกเงินสดครั้งละจำนวนมากๆ เพื่อจับจ่ายใช้สอย เพียงพกบัตรไว้จะไปไหนใกล้ไกลมีเงินใช้เสมอ เพราะบัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ให้คุณชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสดได้เหมือนบัตรเครดิตสูงสุดถีงวันละ 200,000 บาท ทุกเวลา กว่า 30 ล้านร้านค้าทั่วโลกที่รับบัตร VISA และให้คุณเบิกถอนเงินสดได้ทั่วโลก (ที่เครื่องเอทีเอ็มที่มีเครื่องหมาย Plus หรือ VISA)​ได้สูงสุดถีงวันละ 200,000 บาท (วงเงินเริ่มต้น 50,000 บาท) ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ จำนวนเงินที่สามารถถอนได้สูงสุดในแต่ละครั้ง ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของธนาคารเจ้าของเครื่องเอทีเอ็ม 

  • บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ยังให้คุณโอนเงินไปบัญชีกสิกรไทยของใครก็ง่ายด้วยวงเงินสูงสุดวันละ 1,000,000 บาท (วงเงินเริ่มต้น 200,000 บาท)
  • โอนเงินไปธนาคารไหนก็ได้ที่เครื่องเอทีเอ็มกสิกรไทย ด้วยวงเงินสูงสุดถีงวันละ 100,000 บาท (ครั้งละ 30,000 บาท)

Screen 7112

คุณยังสามารถเลือกรับบริการ K-mAlert (บริการรับข้อมูลทางโทรศัพท์มือถือกสิกรไทย) ที่แจ้งรายการโอนเงินของคุณส่งตรงถีงโทรศัพท์มือถือผู้รับตามหมายเลขที่คุณต้องการทันที นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ บัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส เพื่อ …..

  • ชำระค่าสินค้าหรือบริการได้ทันทีกว่า 600 บริษัท ที่เครื่องเอทีเอ็มกสิกรไทย
  • เติมเงินโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม
  • ฝากเงินได้สบายๆ ที่เครื่องฝากเงินอัตโนมัติของธนาคารกสิกรไทย
  • ปรับวงเงินถอน โอน ได้ตามความต้องการ ด้วยบริการปรับวงเงินบัตรเอทีเอ็มที่ K-Contact Center (ไม่เกินวงเงินสูงสุดของบัตร)
  • ใช้บริการ K-Contact Center 0 2888 8888 และ K-Cyber Banking ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ความสะดวกที่ได้รับง่ายๆ โดยไม่ต้องไปสาขา
  • รู้ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต ด้วย K-mAlert (บริการรับข้อมูลทางโทรศัพท์มือถือกสิกรไทย) ที่แจ้งรายละเอียดการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตตรงถึงมือถือคุณ สมัครฟรีที่เครื่องเอทีเอ็มและ K-Contact Center
  • ตรวจสอบการใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งวันที่ใช้ ร้านค้า และจำนวนเงินย้อนหลัง 3 เดือน นับจากวันที่มีการใช้จ่าย ด้วยบริการพิมพ์ Statement ฟรี ที่เครื่องเอทีเอ็มกสิกรไทย
  • ปรับเปลี่ยนวงเงินถอน โอน ซื้อสินค้าต่อวัน ได้ตามความต้องการ ด้วยบริการปรับวงเงินบัตรเดบิตที่ K-Contact Center (ไม่เกินวงเงินสูงสุดของบัตร)
  • เปลี่ยนรหัสบัตรเดบิตได้ง่าย และบ่อยตามความต้องการที่เครื่องเอทีเอ็มกสิกรไทย 

kbank711

 

คุณสามารถสมัครบัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาใกล้บ้าน แค่มีบัญชีออมทรัพย์ ก็สามารถทำบัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ได้แล้ว โดยมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 200 บาท และค่าธรรมเนียมรายปี 300 บาท จากนั้นก็นำบัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ไปเติมเงินได้ที่ 7-Eleven ทุกสาขา เพียงเท่านี้คุณก็สามารถพกบัตรเดบิตกสิกรไทย เซเว่นเพิร์ส ใบเดียว เพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพียงแค่ “แตะ รูด กด”​ได้ทุกที่….

 

advertorial

View :3938

Wongnai เตรียมระดมรอบใหม่ 2 ล้านเหรียญ เพื่อบุกตลาดรีวิว Travel

August 16th, 2015 No comments

Wongnai เตรียมระดมรอบใหม่ 2 ล้านเหรียญ เพื่อบุกตลาดรีวิว Travel

– ขยายธุรกิจ review สู่ e-commerce
– ขยายธุรกิจไปต่างจังหวัด
– ขยาย category review ไป travel

tech startup ไทยหลายรายมีเป้าหมายที่จะเติบโตไปยังตลาดต่างประเทศ แต่สำหรัับ Wongnai เจ้าของแฟลตฟอร์มสำหรับการรีวิวร้านอาหารกลับมองว่าตลาดภายในประเทศ คือ น่านน้ำสำคัญในการเติบโตที่ยั้งยืนของ Wongnai

ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Wongnai

ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Wongnai


ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Wongnai บอกว่า การขยายตัวของ Wongnai จะโฟกัสที่ตลาดในประเทศเพราะเหมาะสมกัยธุรกิจของ Wongnai มากที่สุด การแข่งขันธุรกิจ local review ที่ Wongnai ทำอยู่ การขยายไปประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศไทยเป็นสิ่งที่ยาก เพราะ local review ยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรมและรสนิยมของคนท้องถิ่น ซึ่งทำให้ในขณะเดียวกันคู่แข่งขันจากต่างประเทศก็ไม่สามารถมาประสบความสำเร็จในตลาดท้องถิ่นที่มีเจ้าตลาดอยู่แล้วได้

“การที่ธุรกิจ local review จะขยายและเติบโตในตลาดต่างประทเศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่ง Yelp.com เองก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในตลาด ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์ หรือ OpenRice.com ของฮ่องกงก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในตลาดไทย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ เพราะ local review โดยเฉพาะรีวิวอาหารมันใกล้เคียงกับวัฒรธรรมมาก ใช่ว่าการเป็นบริษัทที่ดี มีสินค้าที่เจ๋ง แล้วไปอยู่ประเทศอื่น แล้วมันจะเวิร์ค ตรรกะความสำเร็จของการขายตัวไปตลาดต่างประเทศใช้ได้ยากกับธุรกิจที่เป็น local review เพระาสุดท้ายมันขึ้นกับ local taste ดังนั้น การขยายธุรกิจไปประเทศอื่นๆ เป็นไปได้ค่อนข้างยากที่จะไปสู้กับ local review เจ้าถิ่นของประเทศนั้นๆ”

ยอดเชื่อมั่นว่าตลาดประเทศไทยใหญ่พอสำหรับธุรกิจ local review อย่าง Wongnai ซึ่ง ณ วันนี้ Wongnai เองเป็นเจ้าตลาดรีวิวร้านอาหารที่เป็น local-based platform และเป้าหมายของ Wongnai คือ ขยายไปสู่การเป็นเจ้าตลาดรีวิวใน vertical industry ที่มีขยาดใหญ่อีก 2 อุตสาหกรรม นั่นคือ อุตสาหกรรมบริการด้านความงาม (Beauty Service) และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทาง (Travel Industry)

“Wongnai ไม่ใช่แค่แอพฯ รีวิวร้านอาหารเท่านั้น แต่ Wongnai คือ เราต้องเป็น insider ในทุกอย่าง ทั้งร้านอาหาร ความงามและอนาคต travel และอื่นๆ”

Wongnai ต้องการระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำเงินมาลงทุนขยายธุรกิจไปยัง vertical industry ใหม่ และขยายธุรกิจให้ทั่วประเทศ การระดมทุนครั้งใหม่นี้ ยอดคาดว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นได้ภายในสิ้นปีนี้

ส่วนพันธกิจหลักในปีนี้ของ Wongnai คือ การสร้างความเข้มแข็งให้การรีวิวร้านอาหาร และการรีวิวธุรกิจบริการด้านความงาม โดยขยายใน 2 มิติ มิติแนวกว้าง คือ การขยายพื้นที่การรีวิวให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น จากเดิมที่ร้านที่ Wongnai รีวิวส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ เป้าหมายหลักในปีนี้และปีหน้าคือ ขยายไปตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ตั้งเป้าขยายให้ครบ 10 จังหวัดภายในปี 2559 การขยายไปต่างจังหวัด คือ การไปเปิดสำนักงานสาขาและสร้างทีมงานย่อยในจังหวัดนั้น สำหรับจังหวัดที่ยังไม่ได้ไปเปิดสำนักงานสาขา ก็จะใช้วิธี Telesales

ส่วนมิติแนวลึก คือ การขยายขีดความสามารถในการสร้างรายได้จากฐานที่มีอยู่ ทั้งจำนวนร้านค้า จำนวนรีวิว จำนวนสมาชิกผู้ใช้งาน ด้วยการขยายรูปแบบธุรกิจจากเดิมที่ Wongnai มีรายได้หลักการค่าโฆษณา ทั้ง Advertising (ทั้ง banner ad และ listing ad) และ Advertorial ขยายไปสู่ธุรกิจ marketplace ที่สร้างรายได้จากส่วนแบ่งจากการขายของร้านค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์มของ Wongnai

“รายได้จากรูปแบบธุรกิจใหม่จะมาไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่โฆษณา แต่รายได้จะสามารถ scale ได้ไม่มีที่สิ้นสุด ปัจจุบัน Wongnai ให้บริการรีวิวอยู่บน 2 แพลตฟอร์ม คือ Wongnai [รีวิวร้านอาหาร] และ Wongnai Beauty [รีวิวธุรกิจบริการด้านความงาม] เรากำลังจะรวม Wongnai และ Wongnai Beauty เข้าด้วยกัน และเริ่มใช้รูปแบบธุรกิจ marketplace ในเดือนกันยานยน 2558 โดยเริ่มจาก restaurant category ก่อน จากนั้นค่อยขยายไปสู่ beauty category ในเดือนตุลาคม 2558”

ในเดือนกันยายน 2558 Wongnai จะเปิดตัว marketplace business model สำหรับ restaurant category ด้วยแคมเปญการตลาด Restaurant Week โดยนำร้านอาหาร 50 ร้านทั่วกรุงเทพฯ มาจัดคอร์สให้ Wongnai users สามารถซื้อได้ในราคาพิเศษ เพื่อเป็นการแนะนำว่าที่ Wongnai นอกจากรีวิวแล้วยังสามารถซื้อได้ด้วย และในเดือนถัดไปจะเปิด marketplace business model สำหรับ beauty category

“Business model ที่รายได้มาจาก advertising อย่างเดียว เราไม่สามารถโตแบบ exponential growth ได้ เราแค่โตแบบ liner growth เพราะ slot ของ ad เด็ม เราไม่สามารถ maximize revenue stream ไปได้มากกว่านี้ เนื่องด้วยข้อจำกัดในเรื่อง slot ของ ad ในแบบต่างๆ เราเลยต้องการหา business model เพื่อจะโตแบบ exponential growth แเราเชื่อใน transaction เพราะ e-commerce มา คนเร่ิมทำ online transaction มากขึ้นเรื่อยๆ เราเน้นว่าเราต้องมี transaction เกิดขึ้นบน Wongnai โดยเราจะให้ร้านค้าทำ e-voucher ให้ลูกค้าที่เข้ามาอ่านรีวิว”

ปัจจุบัน Wongnai มีร้านอาหารที่ถูกรีวิว 180,000 ร้าน มียอดผู้้ใช้งาน 2 ล้านคน มีรีวิวทั้งหมด 500,000 ชิ้น มียอดการเข้าชมเกือบ 300,000 ครั้งต่อวัน มียอดผู้ใช้งานต่อเดือน (Monthly Active Users) อยู่ที่ 500,000 คน ในขณะที่ Wongnai Beauty ปัจจุบันมีจำนวนร้านบริการความงาม 6,000 ร้าน จำนวนรีวิว 10,000 รีวิว และจำนวนผู้ใช้งาน 100,000 คน ซึ่งขนาดของ Wongnai Beauty มีสัดส่วนประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของ Wongnai “ยอด”​ต้องการผลักดันให้ beauty category มีขนาดประมาณ​30-35 เปอร์เซ็นต์ของ Wongnai ก่อนที่จะขยายไปสู่ travel category

Wongnai ก่อตั้งกลางปี 2010 ด้วยแนวคิดที่ต้องการเป็นแพลตฟอร์มของการรีวิว ในช่วง 2 ปีแรก ธุรกิจของ Wongnai ไม่สามารถสร้างรายได้ได้เลย จนกระทั่งในปี 2012 Wongnai เริ่มมีรายได้จากการโฆษณาเมื่อเขาสามารถมีจำนวนร้านค้าที่มากพอ คือ เริ่มมีรีวิวหลัก 10,000 รีวิว มีผู้ใช้งาน 80,000 คน หลังจากได้ทุน Wongnai ก็เติบโตก้าวกระโดดจากที่มีผู้ใช้งาน 80,000 คนเพ่ิมเป็น 300,000 คน 1 ล้านคน และ 2 ล้านคนในปัจจุบัน ส่วนจำนวนรีวิวเพ่ิมจาก 10,000 รีวิวต้นๆ เป็น 500,000 รีวิว ยอดคนเข้าชมจาก 1 ล้านครั้งต่อเดือนเพ่ิมเป็น 7.5 ล้านครั้งต่อเดือนในปัจจุบัน คือ โต 7-8 เท่าใน 2 ปี (2013-2014)

“จริงๆ เราใกล้ break-even แล้วในรูปแบบธุรกิจแบบเก้า แต่เราต้องการลงทุนเพื่อให้ market cap เราใหญ่กว่านี้ รายได้ครึ่งปีแรกของปี 2558 มากกว่ารายได้ของปี 2557 ทั้งปี เราเติบโต 3 เท่าในทุก KPI มาตลาดตั้งแต่ปี 2013 หลังจากที่เราระดมทุนได้ เราได้ทุนมา 2 รอบ รอบแรกปี 2013 เป็น seed funding รอบสองปี 2014 เป็น series A ทั้งสองรอบเราได้จาก Recruit Strategic Partners เงินที่ได้มาเราก็มาลงทุนขยายธุรกิจเพ่ิม ปี 2015 นี้เราคิดว่าเราจะโต 2.5 เท่า”

มุมมองต่อ startups ไทย

“ผมมองว่ามีความเสี่ยงอยู่บ้างพอสมควร ทั้ง startup และนักลงทุน นักลงทุนตอนนี้อยากลงทุนประเทศไทยมาก startup ก็รู้จึงตั้ง startup มาระดมทุน ในขณะที่ startup ที่เป็น sustainable business ยังม่ไม่เยอะ หากมีการระดมทุนเยอะๆ แต่สุดท้ายแล้วไม่มี exist case สวยๆ หรือไม่มีบริษัทที่ทำกำไรได้มากจริงๆ สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิด bubble อยากให้ startup คิดถึงเรื่องการทำเงิน การสร้างร้ายได้ ว่าจะมี revenue ที่โตเร็วเท่สารลงทุนได้อย่างไร จุดที่เป็นปัญหา คือ ปัจจัยภายนอก คือ คนในประเทศยังไม่ถึงจุดที่พร้อมจะจ่ายเงินมากเท่าที่นักลงทุนคิด ผมไม่อยากเห็น startup ทำเพื่อให้มี growth เพราะต้องการแค่ validation สูงๆ เพื่อการ exist มันอันตรายหาก fundamental ไม่แข็งแรง เราอาจจะประมาณการณ์ตลาดไง้ใหญ่มาก แต่จริงๆ spending ใหญ่แค่ไหน สุดท้ายหากตลาดไม่เกิดจริง เงินหมด บริษัทก็เจ๊ง นักลงทุนก็ไมไ่ด้เงินคืน”

“การที่ startup ไทยเน้นไปตลาดต่างประเทศ ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง บาง startup เหมาะที่จะไปต่างประเทศ บาง startup เหมาะที่จะโฟกัสตลาดในประเทศ ซึ่ง Wongnai เป็นอย่างหลัง หากผมทำเกมผมไปตลาดต่างประเทศแน่นอน แต่ผมทำ local content เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้อง go global”

View :3850

K-Mobile Banking Plus พก (แอพฯ) ไว้ ชีวิตจะสะดวกขึ้นเยอะ!

July 31st, 2015 No comments

Screen Shot 2558-07-31 at 1.20.18 PM
จากประสบการณ์ตรงจากการได้ลองใช้บริการ K-Mobile Banking Plus ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นของธนาคารกสิกรไทยบนสมาร์ทโฟน พบว่าเป็นแอพฯ ที่ตอบโจทย์รูปแบบชีวิตมากที่สุดแอพฯ หนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ แอพฯ​K-Mobile Banking Plus ช่วยทำให้เรื่องการจัดการด้านการเงินต่างๆ ทั้งเรื่องการจ่ายบิล โอนเงิน เติมเงินใหักับบริการต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดาย สะดวก และรวดเร็ว ที่สำคัญปลอดภัย

ที่ตัวเองใช้ประจำ คือ การจ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่างวดรถ (ค่าสินเชื่อ/เช่าซื้อ) และค่าบัตรทางด่วน ซึ่งทุกอย่างทำเสร็จภายในไม่กี่วินาที นอกจากจ่ายชำระค่าบริการต่างๆ แล้วบริการที่ใช้ประจำอีกอย่างคือ การโอนเงิน ซึ่งสะดวก รวดเร็ว และประหยัด (ค่าธรรมเนียม) เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไง …..

สมัครง่าย

เร่ิมจากขั้นตอนการสมัครใช้บริการ ทำได้ง่ายๆ เพียงโหลดแอพฯ K-Mobile Banking Plus มาไว้ที่สมาร์ทโฟนเราจากนั้นก็กดสมัครที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารกสิกรได้ ทำตามขั้นตอนเพียงไม่กี่วินาทีก็เสร็จสิ้นกระบวนการสมัคร และเริ่มต้นใช้งานกันได้เลย

การใช้งานก็แสนจะง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร ตัวแอพฯ ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ใครๆ ก็สามารถใช้งานได้ด้วยตัวเอง (เมนูชัดเจน ขั้นตอนการไปยังรายการต่างชัดเจน ไม่ยุ่งยากซับซ้อน)

เร่ิมจากกดแอพฯ เพื่อเข้าใช้บริการ จากนั้นก็ใส่รหัสผ่าน 6 หลักที่เราตั้งค่าไว้ รหัสนี้ต้องใส่ทุกครั้งที่จะเข้าใช้งานแอพฯ​เหมือนๆ กับที่เราต้องใส่รหัส 4 หลักทุกครั้งที่ใช้บริการที่ตู้เอทีเอ็ม ปล.ทุกครั้งที่จะใช้งานแอพฯ K-Mobile Banking Plus คุณจะต้องปลดการเชื่อมต่อผ่าน WiFi เสียก่อน เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
Screen Shot 2558-07-31 at 1.20.30 PM

เมื่อเข้ามาถึงแอพฯ หน้าแรกที่คุณจะเจอคือ balance ของบัญชีคุณ ว่า ณ เวลานั้นที่คุณเข้ามาในแอพฯ เงินคงเหลือในบัญชีคุณทีเท่าไร จากนั้นคุณก็สามารถเลือกทำธุรกรรมทางการเงินได้แทบจะทุกอย่างผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน

3 บริการหลัก: โอนเงิน เติมเงิน จ่ายบิล
หน้าแรกของแอพฯ K-Mobile Banking Plus มี 3 เมนูหลักในเลือกใช้งาน คือ โอนเงิน เติมเงิน และจ่ายบิล เมนูที่เหลือ คือ รายการโปรดและประวัติการใช้งาน (ซึ่งในส่วนนี้เราสามารถตั้งค่า/บันทึก/สร้างได้เอง เพื่อความสะดวกในการใช้งานในครั้งต่อไป ไม่ต้องมากดเลขที่ reference No. หรือเลขที่บัญชีทุกครั้งที่ใช้งาน)

Screen Shot 2558-07-31 at 1.20.38 PM

ภายใต้เมนู “โอนเงิน” หากเราเพิ่งเริ่มใช้งาน เราก็จะยังไม่มีรายการโปรดกับประวัติการโอนเงิน เราก็จะเลือกเมนู “รายการใหม่” หรือเลือก “QR Code” ของหมายเลขบัญชีปลายทางที่จะรับโอน (หากมีการสร้าง QR Code ไว้) พอเราเลือกโอนเงิน​“รายการใหม่” เราก็เลือกได้อีกว่า เราจะโอนเงินไปให้ใคร โอนไปบัญชีของฉัน (บัญชีอื่นที่เรามี) หรือ “บัญชีอื่น” “เบอร์มือถือ” “โอนเงินระหว่างประเทศ” และ “QR Code” (ในกรณีที่มี QR Code ของบัญชีปลายทางที่รับโอน)

ส่วนมากหากจะโอนเงิน เราจะเลือก “บัญชีอื่น” (เพราะส่วนมากโอนเงินให้บุคคลอื่น) ซึ่งแอพฯ K-Mobile Banking Plus รองรับการโอนเงินไปยัง 12 ธนาคารปลายทาง ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคาร CIMB ธนาคารทหารไทย ธนาคาร UOB ธนาคาร L&H ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ธนาคารธนชาต และธนาคารออมสิน พอเราเลือกธนาคารปลายทางที่จะโอนเงินไปเสร็จแล้วเราก็กรอกเลขที่บัญชีและจำนวนเงินที่ต้องการโอน จากนั้นแอพฯ จะ generate หน้ารายละเอียดของธุรกรรม (ว่าโอนเงินจากบัญชีอะไร ไปบัญชีอะไร มีชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีของต้นทางปลายทางชัดเจน และจำนวนเงินต้องการโอน) ให้เราตรวจสอบก่อนว่าถูกต้องไหม ก่อนที่จะทำการกด “ยืนยัน” การโอน จากนั้นระบบก็จะ generate หน้าใบเสร็จดิจิทัลที่มีรายละเอียดของธุรกรรมรายการนั้นๆ ครบถัวนชัดเจน และจะจัดเก็บอัตโนมัติลงบนมือถือเรา แต่ยังมี option ให้เราสามารถกดส่งใบเสร็จนั้นไปให้ผู้รับโอนผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ได้แก่ SMS, email, LINE, Facebook, Facebook Messenger และอื่นๆ ได้แก่ Twitter, Dropbox WhatsApp เป็นต้น

Screen Shot 2558-07-31 at 1.23.11 PM

 

นอกจากการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารอื่นๆ แล้ว เรายังโอนเงิน ไปยัง “เบอร์มือถือ” ได้เพียงเลือก “โอนเงิน” => “เบอร์มือถือ” จากนั้นก็กรอกเบอร์มือถือ และจำนวนเงินที่ต้องการโอน

สำหรับเมนู “เติมเงิน” ภายใต้เมนูนี้ ก็มีบริการอีกเพียบที่อำนวยความสะดวกให้กับเราในการเติมเงินให้ค่าบริการดิจิทัลต่างๆ ที่เรามี เริ่มจากการเติมเงินเบอร์มือถือ เติมเงินบัตร Easy Pass บัตรเติมน้ำมัน​(บัตรกสิกรไทย) และอื่นๆ (คนขายแฮปปี้ออนไลน์, ทรูมูฟ เอช (เพื่อนคู่ค้า) และ ไอบาท)

การเติมเงินเบอร์มือถือ เติมได้ทั้งเบอร์ของตัวเอง (เราเลือกได้ว่าจะเติมเท่าไร 50, 100, 150, 200, 250, 300, 350, 400, 450, 500, 800 และ 1,500 บาท) และเบอร์ของคนอื่นที่เราต้องการเติมเงินให้ โดยใส่หมายเลขโทรศัพท์ของเบอร์ที่ต้องการโอนเงินให้ ไม่ว่าเบอร์มือถือนั้นจะเป็นของค่ายไหน ก็โอนได้หมด ทั้งเอไอเอ วัน-ทู-คอล แฮปปี้ ทรูมูฟเอช ทรูมูฟ i-Mobile 3GX และ i-Kool 3G

ที่เราใช้ประจำในส่วนของการเติมเงิน คือ การเติมเงินเข้าบัตร Easy Pass พบว่าสะดวกสุดๆ แถมค่าธรรมนียมในการโอน (5 บาทต่อรายการ) ถูกกว่าเดินไปเติมที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส (10 บาทต่อรายการ) ที่ชอบใจมาก คือ เรากดเติมเงินเข้าบัตร Easy Pass ตอนไหนก็ได้ เพราะเป็นคนที่ชอบลืมดูยอดเงินคงเหลือในบัตร Easy Pass ว่าเหลือเท่าไหร่ ตอนแรกๆ ไปตายเอาที่หน้าด่านประจำ คือ เงินหมดแต่ไม่รู้ตัว แต่ตอนหลังปรับใหม่มาพอตรวจสอบยอดเงินคงเหลือจากแอพฯ ของ Easy Pass เสร็จก็จะทำการเติมเงินเข้าบัตรทันทีผ่านแอพฯ K-Mobile Banking Plus ทำให้ปัญหาที่ต้องไปจอดติดที่หน้าด่านหลังพบว่าเงินในบัตรไม่พอค่าผ่านทาง ทำให้แทนที่จะเร็วกลับช้า แถมเสียเวลาเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ ด้วย ก็หายไป

 

Screen Shot 2558-07-31 at 1.21.12 PM

 

มาถึงเมนู “จ่ายบิล” ในแอพฯ K-Mobile Banking Plus มีรายการบิล (Bill Issuers) จำนวนมาก รองรับเพื่อให้ความสะดวกในการจ่ายบิลกับผู้ใช้งานจริงๆ ได้แก่ “บิลอื่น” “บิลบัตร” “บิลมือถือ” “สินเชื่อ/เช่าซื้อ” “อินเทอร์เน็ต” “ประกันภัย/ชีวิต”​เรียกได้่ว่า คุณสามารถจ่ายแทบทุกบิลได้ด้วยแอพฯ K-Mobile Banking Plus ไม่ว่าจะเป็นค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเทอม (การศึกษา) ขายตรง ค่าตั๋ว เคเบิลทีวี โทรศัพม์มือถือ บริจาค ประกันภัย/ชีวิต ภาษี สาธาะรูปโภค สินเชื่อ/เช่าซื้อ สินค้า/บริการ หลักทรัพย์กองทุน และอื่นๆ อาทิ UD งานดี ทีวี ไดเร็ค ปิโตรพลัส เพย์ เน็ตเวอร์ค เป็นต้น

อีก 3 เมนูที่ใช้ประจำทุกเดือน คือ การจ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และค่างวดรถ จากประสบการณ์ที่ใช้มาพบว่า การจ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ด้วยแอพฯ K-Mobile Banking Plus เป็นอะไรที่สะดวกสุดๆ เพราะเราไม่ต้องเดินทางไปชำระที่สถานที่รับชำระ หรือไปที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส คือเราไม่ต้องออกไปไหนเลย ไม่ว่าตอนนั้นเราจะอยู่ที่ไหน จะเวลาไหน เราก็สามารถทำการชำระค่าใช้ไฟฟ้าและค่าน้ำประปาได้ทันที แถมขั้นตอนไม่ยุ่งยากอะไรด้วย

จ่ายค่าน้ำประปา เพียงกดเมนู “จ่ายบิล” => สาธารณูปโภค => การประปานครหลวง จากนั้นแอพฯ ก็จะเปิดกล้องและแอพฯ สแกน QR Code/Barcode ขึ้นมา ให้เราเอาบิลค่าน้ำประปา ซึ่งมีทั้ง QR Code และ Barcode มาสแกน ใช้เวลาสแกนไม่กี่วินาทีเท่านั้นแอพฯ ก็จะแสดงรายละเอียดของใบเรียกเก็บค่าน้ำประปาขึ้นมา (ประกอบด้วย ชื่อบัญชีผู้ใช้น้ำ เลขที่อ้างอิง เลขที่การทำรายการ ยอดเงิน) เรากด ยืนยัน ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการชำระค่าน้ำ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ประหยัดทั้งเวลาที่ต้องเดินไปเคาน์เตอร์เซอร์วิสและเงินค่าธรรมเนียมการทำรายการ เมื่อชำระเงินเสร็จระบบก็จะสร้างใบเสร็จดิจิทัล (เป็นไฟล์ภาพ) ให้เราเก็บไว้ในมือถือ

ส่วนการจ่ายค่าไฟฟ้า ก็ง่ายไม่แพ้กัน เพียงแค่เลือก “จ่ายบิล” => สาธารณูปโภค => กฟน. จากนั้นระบบก็ให้กรอก “เลขที่อ้างอิง” และ “จำนวนเงิน” (ดูจากหน้าบิลได้เลย) จากนั้นกดยืนยัน ระบบก็จะสร้างใบ้เสร็จดิจิทัลเป็นไฟล์ภาพเก็บลงมือถือโดยอัตโนมัติเช่นกัน โดยมีค่าธรรมเนียม xxxx

การจ่ายค่างวดรถเป็นอีกการจ่ายบิลที่สะดวกมากเมื่อจ่ายอ่านแอพฯ K-Mobile Banking Plus แทนการไปชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคารหรือที่เคานเตอร์เซอร์วิส เพราะสะดวกกว่า เร็วกว่า และที่สำคัญไม่ลืมชำระ เพราะนึกได้ว่ายังไม่จ่ายค่างดวรถตอนไหนก็หยิบมือถือมากดชำระตอนนั้นได้ทันที การจ่ายค่างวดรถมีขั้นตอนง่ายๆ แค่​“จ่ายบิล” => สินเชื่อ/เช่าซื้อ =>เลือกเจ้าหนี้ของเรา (แอพฯ K-Mobile Banking Plus ได้รวบรวมรายชื่อเจ้าหนี้ที่ให้บริการสินเชื่อ/เช่าซื้อไว้ค่อนข้างครบ ทั้งสินเชื่อ/เช่าซื้อสินค้า และสินเชื่อ/เช่าซื้อผ่านบัตรต่างๆ อาทิ บัตรอีซี่บาย และอิออน (Loan) รวมถึงลีสซิ่งต่างๆ อาทิ ลีสซิ่งกสิกรไทย ฮอนด้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีสซ่ิง ซิงเกอร์ ลีสซิ่ง และโตโยต้า ลีสซิ่งเป็นต้น)=> ใส่หมายเลขอ้างอิง (Reference No.1 และ Reference No.2) และจำนวนเงิน กดยืนยัน ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาเพียง 1-2 นาทีเท่านั้น

อยากยกตัวอย่างความประทับใจอีกตัวอย่างที่เจอมากับตัวเอง วันก่อนต้องโอนเงินค่าเข้าสัมมนาไปยังบัญชีธนาคารปลายทางธนาคารหนึ่ง (ไม่ใช่ธนาคารกสิกรไทย) สาขาต่างจังหวัด เราก็เลยไปโอนเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคารนั้น เจ้าหน้าที่บอกว่า “ค่าธรรมเนียม 35 บาทครับ เพราะเป็นสาขาต่างจังหวัด” เราบอก “อุ๋ย! มาถึงธนาคาร (เดียวกัน ยังมีค่าธรรมเนียมแพงขนาดนี้อีกหรอคะ” พนักงานยืนัยนว่า ครับ ค่าธรรมเนียม 35 ยาทสำหรับการโอนเงินไปบัญชีสาขาในต่างจังหวัด แม้ว่าจะเป็นการโอนจากธนาคารเดียวกัน” เราเลยบอกว่าขอยังไม่ทำรายการ จากนั้นก็เปิดแอพฯ แอพฯ K-Mobile Banking Plus (ในขณะที่ยังยืนอยู่ที่ธนาคารของบัญชีปลายทาง) และทำการโอนเงินค่าสัมมนาไปยังผู้จัดงาน ปรากฏว่า ค่าธรรมเนียม (จากการโอนเงินต่างธนาคาร และโอนไปยังบัญชีสาขาในต่างจังหวัด) 25 บาท ซึ่งถูกกว่าค่าธรรมเนียมโอนเงินจากบัญชีธนาคารเดียวกันแต่โอนไปสาขาจังหวัดอีก โอ้ว! รู้อย่างนี้ไม่ต้องเดินมาที่สาขาธนาคารของบัญชีปลายทางให้เมื่อยตุ้มเลยแหะ)

ที่เล่ามาให้ฟังทั้งหมด ขอบอกจากใจจริงว่า โดยส่วนตัวแล้ว ประทับใจกับแอพฯ K-Mobile Banking Plus ค่อนข้างมาก เพราะทำให้เสียเวลาในเรื่องของการจัดการจ่ายบิลต่างๆ ลดลง โอนเงินให้บุคคลอื่นได้รวดเร็วขึ้น แถมประหยัดค่าธรรมเนียม เพราะหลายบริการที่แม้ไม่ใช่บริการของธนาคารกสิกรไทยเองเขายังไม่คิดค่าธรรมเนียม ในขณะที่บางบริการแม้มีการคิดค่าธรรมเนียมแต่ก็เป็นค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าค่าธรรมเนียมบนช่องทางอื่น เรียกได้ว่า แอพฯ K-Mobile Banking Plus คือธนาคารที่เปิดบริการ 24×7 เปิดตลอดเวลาทุกวัน แถมเปิดให้บริการทุกที่ทุกเวลาที่คุณต้องการด้วย … พกแอพฯ ไว้ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะค่ะ :)

advertorial

View :17241
Categories: e-payment Tags:

“ทีม”….วิศวกรซอฟต์แวร์แห่ง Google

October 15th, 2013 No comments

ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล หรือ “ทีม” วัย 31 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นมาเรียนต่อในระดับปริญญาโทในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (University of Illinois) ด้วยทุนฟุลไบรท์ (Fulbright) จากมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) หลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาโท ทัดพงศ์ ตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาเอกต่อ ในสาขาเดียวกันที่มหาวิทยาลัยเดิม ในระหว่างที่กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกอยู่นั้น บริษัท กูเกิล อิงค์​(Google Inc.) ได้มาเปิดบูธรับสมัครนักศึกษาฝึกงานที่มหาวิทยาลัยอิลินอยส์ หรือที่เรียกว่า Google Campus Visit ทัดพงศ์ จึงเดินเข้าไปขอสมัคร และได้ฝึกงานที่ Google สำนักงานใหญ่อยู่ 3 เดือน

ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล หรือ “ทีม”

“ฝึกงานเสร็จผมก็กลับมาเรียนต่อจนจบปริญญาเอก จากนั้นก็ไปทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่บริษัทบลูมเบิร์กอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะได้เข้ามาทำงานกับกูเกิ้ลเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนเรียนจบผมสมัครงานอยู่เยอะมาก แต่ไปได้งานที่บลูมเบิร์ก ก่อนที่จะได้มีโอกาสเข้ามาทำงานกับกูเกิล”

ทัดพงศ์ บอกว่า การได้มีโอกาสมาศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา คือ ก้าวย่างสำคัญของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยที่จะได้มีโอกาสเข้ามาใกล้กับศูนย์กลางของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของโลกอย่างซิลิกอน วัลเล่ย์

“เส้นทางสู่ซิลิกอน วัลเล่ย์ อาจมีหลายเส้นทาง แต่เส้นทางหนึ่งที่ผมอยากแนะนำน้องๆ ที่อยากมาทำงานที่นี่ คือ ต้องพยายามมาเรียนต่อที่นี่ก่อน จากนั้นก็หาประสบการณ์การทำงานกับบริษัทไอทีที่นี่ จากนั้นค่อยหาโอกาสหาประสบการณ์กับบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ที่น้องๆ ใฝ่ฝัน ในระหว่างเรียนก็ควรจะหาโอกาสฝึกงานกับบริษัทใหญ่เพื่อหาประสบการณ์และสร้างโปรไฟล์ให้กับตัวเอง เวลาฝึกงานกับบริษัทเหล่านี้เขาจะมี performance report ซึ่งเขาจะรู้จักเรามากขึ้นเวลาสัมภาษณ์เรา เขาก็จะรู้ว่าเราเคยสัมผัสบริษัทเขามาแล้ว มีความรู้ รู้จักสิ่งที่บริษัทเขาทำมาอยู่บ้างแล้ว”​

การจะพาตัวเองเข้ามาอยู่ที่ดินแดนแห่งไอทีได้ ทัดพงศ์ บอกว่า น้องนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีควรจะต้องตั้งใจเรียน แม้ในวิชาที่ตัวเองอาจจะไม่ชอบหรือไม่ถนัด เพราะผลการศึกษามีส่วนสำคัญในการศึกษาต่อในระดับต่อไป นอกจากนี้น้องนักศึกษาไม่ควรที่จะเรียนอย่างเดียว แต่ควรจะหาประสบการณ์การเขียนโปรแกรม และควรมองหาโอกาสในการฝึกฝนความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นโครงการการประกวดแข่งขันการเขียนโปรแกรมต่างๆ หรือทุนการศึกษาต่างๆ เพื่อสะสมประสบการณ์ ฝึกฝนฝีมือ และที่สำคัญได้มีโอกาสฝึกการทำงานร่วมกับคนอื่น

“ทักษะภาษาอังกฤษมีความจำเป็นอย่างมากประการแรกสำหรับการมาทำงานที่ซิลิกอน วัลเล่ย์​ที่นี่เขาไม่สนใจว่าคุณจะเป็นคนชาติอะไร เขาสนใจแค่ว่าคุณสามารถทำงานได้ไหม ทำงานกับคนอื่นได้ไหม คุณมีความรู้ความสามารถที่จะทำงานได้ไหม ที่นี่เขาให้ความสำคัญกับความสามารถ ไอเดีย ความคิดของคุณมากกว่าว่าคุณเป็นคนชาติอะไร”

ทัดพงศ์ เสริมว่า สิ่งสำคัญในการทำงานที่ซิลิกอน วัลเล่ย์ คือ ความสามารถในเนื้องาน และความกล้าแสดงออกซึ่งความคิดเห็น ความกระตือรือร้นในการทำงาน ในการที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น ทั้งเพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งกับเจ้านาย

“ถ้าหากคุณมีไอเดียเจ๋งๆ ในใจ อย่าเก็บมันไว้ ให้บอกมันออกมา ให้นำออกมาแลกเปลี่ยนกับคนอื่น ที่นี่ทุกคนพร้อมจะฟังคุณ หากไอเดียคุณดีพอ คุณก็สามารถโน้มน้าวให้เจ้านายทำตามได้”​

ทัดพงศ์​แนะว่า การที่จะเข้ามาทำงานที่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ซิลิกอน วัลเล่ย์ได้นั้น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ควรจะสั่งสมประสบการณ์การทำงานจากบริษัทขนาดเล็กกว่ามาก่อน

“อยากแนะนำน้องๆ ที่จะมาทำงานที่นี่ว่า อย่าเพ่ิงเลือกงาน หากได้งานอะไรที่นี่ ที่อเมริกาให้ทำไปก่อน สะสมประสบการณ์การทำงาน สะสมทักษะในการทำงาน ทักษะในงานนั้นๆ มาเรื่อยๆ แล้วคอยมองหาโอกาสที่จะขยับขยายตลอดเวลา หากโอกาสมาถึง จงคว้าไว้”

ทัดพงศ์​ยังเสริมต่อว่า ทักษะเรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะต้องสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ สามารถที่จะสื่อสารสิ่งที่คิด และอธิบายไอเดียที่มีออกไปให้คนอื่นได้รับรู้และเข้าใจได้

“ทักษะการสื่อสารจะเป็นบันไดก้าวแรกในการให้ทำให้คุณได้งานที่นี่ เพราะการสัมภาษณ์ที่นี่มีหลายรอบมาก และแต่ละรอบเขาเน้นการสื่อสาร เพราะเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์หลายครั้ง ก่อนที่จะได้รับการเรียกให้มาสัมภาษณ์แบบพบหน้า (Face-to-face) ที่สำนักงานใหญ่ และที่สำคัญ หลายครั้งที่คำตอบไม่สำคัญเท่ากับวิธีคิด หลายคำถามในระหว่างการสัมภาษณ์ เขาต้องการวัดว่าเราคิดเห็นอย่างไร มีวิธีคิด และอธิบายมันอย่างไร เพราะฉะนั้น จงมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิดมาอย่างดีแล้ว และสื่อสารออกไปให้ชัดเจน”

ปัจจุบัน ทัดพงศ์​ทำงานที่ Google สำนักงานใหญ่ ในตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของบริการเสิร์จ (Search Infrastructure) เป็นเวลา 2 ปีแล้ว

“งานที่ผมทำ คือ งานส่วนที่เรียกว่า crawling system คือ โปรแกรมที่ไปดึงเว็บเพจจากทั่วโลกมาเก็บไว้ที่คลังข้อมูล ก่อนจะส่ิงข้อมูลนี้ไปที่ฝ่าย Index เพื่อประมวลผลจัดทำเป็นฐานข้อมูลเว็บเพจเพื่อให้บริการผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก เวลาคนใช้งาน Google search เขาจะพิมพ์คำหลัก (Key Word) ลงไปจากนั้นระบบจะไปค้นหน้าเว็บเพจที่เกี่ยวข้องมาแสดงผล ผมทำส่วนที่ไปถึงหน้าเพจ (ทุกเพจในโลกนี้) จากอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้”

ทัดพงศ์ รู้สึกดีที่ได้ทำงานที่ Google ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นบริษัทไอทีอันดับต้นๆ ของโลก แต่เพราะรู้สึกดีที่ได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นสร้างประโยชน์ให้กับคนนับพันล้านคนทั่วโลก

“รู้สึกว่างานที่เราทำมีความหมาย รู้สึกมีกำลังใจในการทำงาน เพราะรู้ว่าสิ่งที่เราทำมีคนได้ใช้งาน ได้ใช้ประโยชน์จากมันจริงๆ ตอนนี้มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะทำ อยากจะเรียนรู้ที่นี่ ที่ Google สำนักงานใหญ่”

ทัดพงศ์ บอกว่า เขาชอบ Google หลายอย่าง โดยเฉพาะวิธีที่บริษัทดูแลพนักงาน ที่นี่จะดูแลพนักงานดีมาก รวมทั้งชอบบรรยากาศในการทำงาน ชอบเพื่อนร่วมงาน นิสัยดีและเป็นคนเก่ง ทำให้เขาได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เรียนรู้วิธีคิดจากเพื่อนร่วมงาน

“การเป็นคนเอเชีย ต้องมาทำงานที่ Google สำนักงานใหญ่ ในช่วงแรกๆ ผมจะมีปัญหาเรื่องภาษา ต้องปรับตัวเรื่องภาษา ซึ่งคนที่ทำงานที่นี่มีหลากหลายสัญชาติมาก บางทีเขาพูดแล้วเราฟังไใ่ค่อยรู้เรื่อง เพราะสำเนียงเขาไม่ใช่คนที่นี่ ต้องปรับตัวอยู่สักพักหนึ่ง ส่วนเรื่องวัฒนธรรมมีบ้างที่ต้องปรับตัว โดยเฉพาะนิสัยที่ไม่ค่อยแสดงควาคิดเห็น ช่วงแรกๆ ผมจะเงียบๆ ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยแสดงออก ไม่ค่อยออกความคิดเห็น จนเพื่อนร่วมงานบอกว่า คุณต้องแสดงออก แสดงความคิดเห็นมากขึ้นนะ ที่คนต้อง Active ต้องกระตือรือร้นตลอดเวลา ที่นี่เขาไม่ได้มองว่าคุณเป็นคนชาติอะไร หรือเพศอะไร เขามองที่ผลงานล้วนๆ เขาไม่ได้ดูตำแหน่งด้วย สมมติว่าเรามีไอเดียดีจริงๆ แล้วเรามีประเด็นที่จะนำเสนอ ต่อให้เราเป็นผู้น้อย เราก็สามารถคุยกับเขา สามารถโน้มน้าวเขาได้ เขาจะรับฟัง”

ทัดพงศ์​ทิ้งท้ายฝากน้องๆ เด็กไทยที่อยากจะมาทำงานที่ซิลิกอน วัลเล่ย์ ว่า ก่อนอื่นเลยจะต้องเป็นคนที่รักและชอบงานด้านนี้ เพราะงานด้านนี้ คือ งานที่ต้องทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา พอรักชอบแล้วก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม โดนเริ่มจากการขยันเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ควรทำเกรดในทุกวิชาให้ดี แม้แต่ในวิชาที่ไม่ชอบ และพยายามมองหาโอกาสที่จะเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ อาทิ การประกวดการเขียนซอฟต์แวร์​และทุนการศึกษา

View :3404