Archive

Author Archive

dtac launched iPhone

March 12th, 2010 No comments

Recently, Dtac officially kicked off its iPhone package with the aim to become number one iPhone seller in Thailand in next 12 months and aims to be the market leader in offering mobile Internet data market.

Thana Thienachariya, dtac’s Chief Commercial Officer said that dtac aims to sell at least 100,000 iPhone by this year with the better offers including price/ package, service, and channels, it believe that dtac will become the market leader in selling iphone and in providing mobile Internet data service.

“Currently, around 87,750 iPhone users are on dtac network. And only one day, on March 10, we have already get 3,000 orders for dtac’s iPhone,” said Thana.

iPhone price offered by dtac is Bt19,900 for iPhone 3G/8GB; Bt24,500 for iPhone 3GS/16 GB; and Bt28,500 for iPhone 3GS/32 GB. If users buy iPhone with package they will better price included Bt18,900 for iPhone 3G/8GB; Bt22,900 for iPhone 3GS/16 GB; and Bt26,400 for iPhone 3GS/32 GB.

Dtac offers iPhone with three different packages ranked from S, M, and L. S-package is Bt449 per month that users get 225 minutes of voice call, 200 SMS, 30 MMS, and 100 megabyte of data usage. Users will get free more 3 months after using 9 months. M-package is Bt580 per month offers users 250 minutes of voice call, 300 SMS, 50 MMS, and unlimited data usage. L-package is Bt690 per month offering users 350 minutes of voice call, 400 SMS, 75 MMS, and unlimited data usage. Both M and L packages, users will get free more 6 months after using 18 months.

“We also offer Bt650 for unlimited data usage for overall smart phone users as well,” said Thana.

For service, Thana said dtac prepare 150 iPhone Buddies that are dedicated staff trained to provide assistant for dtac’s iPhone users. It has dtac iPhone Buddies in every channel of 106 channels nationwide including 49 dtac centers, 31 iStudio shops, 5 TG Phone shops, 5 JayMart shops, and 16 direct-sale of iPhone Buddies.

“Due to the majority of iPhone targeted users are people who aspired to have and willing to learn to use applications on iPhone, these groups need assistants to help them in the basic use. dtac’s iPhone Buddy will help them be impress on our services,” said Thana.

The company prepared Bt100 million for marketing budgets dedicatedly for iPhone as well as with the Bt6 billion of network capacity expansion this year. Currently, dtac has 10,000 based-stations nationwide and all of them have EGDE capability.

More use of iPhone will force the company to increase its EDGE network capacity, so the company plans to expand its network from now at 2 Gigabit per second to be at least 3 Gbps by the end of this year.

“It depends on demand in data usages, if we found that the demand rapidly increased we can expand our network to 3.5 Gbps easily. We prepare our network capacity at 15 percent and have around 4 months in lead-time for network improvement. So, we confident that our data network will not be congressed,” said Thana.

Currently, dtac has 27 per cent of mobile data market. It aims to become market share leader with at least 30 per cent by this year.

View :2138
Categories: Mobile Phone Tags: ,

“แสนสิริ”….เรียนรู้ก่อนจึงเข้าใจใน…. Social Media

March 7th, 2010 No comments

หากเอ่ยถึงคำว่า “Social Media” เชื่อแน่ว่าหลายคนต้องนึกถึง Facebook และ Twitter เพราะเป็นสองอันดับเว็บด้าน Social Media ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดอยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ Facebook และ Twitter ในฐานะสื่อใหม่ที่เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่น่าจับตามมองมากที่สุด แม้แต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่อย่าง “แสนสิริ”ได้กระโดดลงมาในสนาม Social Media อย่างเต็มตัวเช่นกัน พร้อมประกาศเดินหน้าพัฒนาแผนการใช้สื่อใหม่นี้อย่างเต็มที่…

แต่ทว่าจะมีสักกี่คนที่รู้ว่ากว่าที่ “แสนสิริ” จะตั้งหลักบนสื่อใหม่ได้นั้น “แสนสิริ” เองต้องลองผิดลองถูกอยู่นานหลายเดือนกว่าจะเริ่มเข้าใจในธรรมชาติของสื่อใหม่อย่าง Social Media จน ณ วันนี้ถือว่า “แสนสิริ” เข้าใจและปรับใช้สื่อใหม่ได้อย่างค่อนข้างลงตัว

สมัชชา พรหมศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานกาตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า แสนสิริเริ่มรู้จักและเริ่มใช้ Social Media มาตั้งแต่ปลายปี 2550 เมื่อตอนที่ Social Media อย่าง Facebook เริ่มเข้ามาเมืองไทย ตอนนั้นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่แสนสิริ จะเปิดตัวคอนโดมีเนียมโครงการใหม่ ที่เรียกว่า “Condominium Hype” ซึ่งสมัชชาเห็นว่า น่าจะมีการทำการตลาดแบบแปลกใหม่ จึงได้ลองหยิบ Facebook มาเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดสำหรับโครงการนี้

โดยการบุกสื่อใหม่ในครั้งนั้น สมัชชาได้ทำทุกอย่างตามทฤษฎีสื่อสารการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสื่อใหม่อย่าง Facebook ซึ่งเป็นสื่อเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโครงการฯ ที่เป็นคนในวัยทำงาน อยู่ในเมือง มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์ และใช้อินเทอร์เน็ตเป็นกิจวัตรประจำวัน ซึ่งสมัชชาคิดว่า การใช้ Facebook เป็นเครื่องมือนั้นจะช่วยสร้างความแตกต่างและสร้างจุดขายให้กับแสนสิริในการทำการตลาด แต่ทว่าความจริงไม่ได้เป็นไปตามความคาดหมายที่ตั้งไว้

เขากล่าวว่า “มันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สิ่งที่เราทำตอนนั้นมันผิด มันไม่ใช่ เพราะว่าเรายังไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน เราลองกับมันเหมือนมันเป็นสื่อๆ หนึ่งที่เราเคยมีเคยใช้ เราก็ไปเปิดหน้า Fan Page ชื่อ Condominium Hype แล้วเราก็ใส่แต่ข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดของโครงการและโปรโมชั่นของโครงการ ปรากฏไม่มีคนใน Facebook ให้ความสนใจกับโครงการนี้อย่างที่เราคาดหวังให้มันเป็น ตอนนั้นมีคนมาเป็น Fan เราอยู่แค่ 30 คนเท่านั้นเอง ซึ่งครั้งนั้นถือเป็นการลองที่ผิด ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าคนที่อยู่ Facebook ที่เขามาติดตามเราเขาอยากจะฟัง (ข้อมูลข่าวสาร) อะไร”

จากความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้สมัชชาและทีมงานต้องกลับมาตั้งหลักและทบทวนบทเรียนกันใหม่ และเริ่มลงมือศึกษาและลองใช้เวลาเล่น Facebook อย่างจริงจัง จนพบว่า เสน่ห์ของ Social Media อย่าง Facebook นั้นอยู่ตรงที่ความเป็นพื้นที่เปิดสำหรับคนที่ต้องการแบ่งปันประสบการณ์และข้อมูลที่ต่างคนต่างสนใจตรงกัน และลักษณะของการสื่อสารของธุรกิจใน Social Media นั้นจะต้องไม่เป็นการ Hard Sale เพราะคนในสังคม (ออนไลน์) ตรงนี้จะต่อต้านและไม่ให้ความสนใจทันที ในทางตรงกันข้าม สมัชชากล่าวเสริมว่า รูปแบบการสื่อสารบนโลกของ Social Media นั้นจะต้องอิงอยู่บนรูปแบบของความสัมพันธ์ฉันท์ “เพื่อน” มากกว่าในฐานะ “ผู้ขายกับผู้ซื้อ” และข้อมูลที่จะได้รับการต้อนรับจากสังคมตรงนี้จะต้องเป็นข้อมูลที่ทำให้เขาสามารถมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งได้

ดังนั้น สมัชชาจึงเริ่มเดินหน้าใหม่อีกครั้งด้วยการใช้ Facebook เป็นเครื่องมือในการสื่อสารสำหรับกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งทางบริษัทมีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้บ่อยบนโลกออฟไลน์ สมัชชาเริ่มเดินหน้ากลยุทธ์ Facebook โดยการเปิดหน้า Fan Page ของแสนสิริขึ้นใหม่อีกครั้ง จากนั้นแทนที่จะนำเสนอโปรโมชั่นของโครงการ สมัชชาเลือกที่จะนำภาพถ่ายของกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ที่แสนสิริจัดกิจกรรมขึ้นเป็นประจำเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ลูกบ้านลงในหน้า Fan Page และเกือบจะในทันทีก็ได้รับการตอบสนองจากมวลหมู่สมาชิกบน Facebook ทั้งที่เป็นลูกบ้านและไม่ได้เป็นลูกบ้านของแสนสิริที่เข้ามา tag รูปของตนเองและเพื่อนของตนเองที่เขารู้จัก จากนั้นก็ทำการส่งต่อให้เพื่อนในเครือข่ายของตนได้ดู และหน้า Fan Page ของแสนสิริบน Facebook ก็ถูกแพร่กระจายผ่านการส่งต่อเป็นทอดๆ และในที่สุดพื้นที่บนหน้า Fan Page ของแสนสิริก็กลายเป็นพื้นที่กลางของ “ลูกบ้าน” ที่สามารถเข้ามาติดตามข่าวสารของเพื่อนบ้านร่วมโครงการได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ตัวลูกบ้านเองก็สามารถใช้พื้นที่ตรงนี้แชร์ข้อมูลของตนให้เพื่อนร่วมโครงการฯ ได้ ซึ่งการที่พื้นที่ตรงนี้ถูกเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับลูกบ้านของแสนสิริ ทำให้แสนสิริเองสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูกบ้านและเพื่อนของลูกบ้านที่วันนี้อาจจะยังไม่ได้เป็นลูกบ้านของแสนสิริได้อย่างแนบเนียนมากขึ้น

“เรามอง Facebook เหมือนสะพานที่ทอดไปให้กับคนที่เขายังไม่รู้จักโครงการหรือสินค้าของเราซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนของเพื่อน ที่เข้ามาดูรูปเพื่อนหรือไปชวนเพื่อนมาดู เขาก็จะได้รับรู้ว่าแสนสิริมีอะไรให้ลูกบ้าน เขาเริ่มรับรู้ว่าเราทำอะไร ซึ่งในรูปก็มีภาพโครงการของเรา เขาอาจจะเกิดสนใจโครงการของเรา เขาก็สามารถเข้ามาดูรายละเอียดของโครงการต่างๆ ของเราได้ที่เว็บไซต์หลัก sansiri.com”

สมัชชา กล่าวว่า เขาได้วางบทบาทของแสนสิริบน Facebook ไว้ในฐานะ “เพื่อน” ของลูกบ้าน ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เสริมในการเป็นสะพานที่จะทอดพาเหล่าลูกบ้านและเพื่อนของลูกบ้านเข้ามาที่ “บ้านของแสนสิริ” ที่มีข้อมูลทุกอย่างของแสนสิริไว้ให้บริการ โดยเฉพาะข้อมูลการตลาดที่จะรวบรวมทุกโครงการ ทุกโปรโมชั่น โดยที่ลูกบ้านที่เดินข้ามเข้ามาสู่เว็บไซต์หลักของแสนสิรินั้นจะมีแรงต้านในการรับข้อมูลเชิงการตลาดน้อยลง

หลังจากที่เริ่มประสบความสำเร็จกับ Facebook แล้ว สมัชชาเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นในการทำการตลาดบนโลก Social Media จาก Facebook สมัชชาจึงเดินหน้าต่อไปยัง Twitter โดยเปิดแอคเคาน์ของแสนสิริ (twitter.com/sansiri) จากนั้นก็สื่อสารกับคนใน Twitter ผ่านบทสนทนาที่เป็นกันเอง โดยข้อความที่สื่อสารนั้นโดยมากจะเป็นการพูดคุยฉันท์เพื่อน แต่ก็แฝงด้วยข้อความทางการตลาดบ้างเล็กน้อย

“บทบาท Facebook ทำหน้าที่เชิงลูกค้าสัมพันธ์ ในขณะที่ Twitter ทำหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ว่าตอนนี้แสนสิริเรามีข่าวสาร กิจกรรม หรือโปรโมชั่นอะไรบ้าง เราก็บอกเขาในฐานะ เพื่อนมาบอกเพื่อน เวลาสนทนาผ่านตัวอักษร 140 ตัวอักษรเราก็ใส่คำ “ค่ะ” ลงไปตอนท้ายเพื่อให้รู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกันนะ แม้ว่าจะเป็นข้อความโปรโมชั่น แต่เราก็พูดให้ดูไม่เป็นการขายตรงๆ” สมัชชากล่าวและว่า

“ข้อดีอีกอย่างของ Facebook และ Twitter นั้นคือ ลูกบ้าน ลูกค้า หรือเพื่อนๆ ของลูกค้าเหล่านั้นเขาสมัครใจที่รับข้อความของเรา เพราะเขามีสิทธิที่จะเลือกว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ข้อความประชาสัมพันธ์ของบริษัทโดยไม่มีการยัดเหยียด ถ้าเมื่อใดที่เขาเห็นว่าเขาไม่ชอบเราแล้ว เราก็เลือก ‘Unfollow’ เราไป”

ทั้งนี้ แสนสิริได้ให้ความสำคัญกับ Facebook และ Twitter โดยการมอบหมายให้พนักงาน 2 คนดูแลรับผิดชอบการสื่อสารผ่าน 2 เว็บไซต์นี้อย่างจริงจังและเต็มตัว โดยผู้บริหารของบริษัทได้อำนวยความสะดวกให้ในเรื่องของการติดต่อประสานงานภายในองค์กร หากเกิดกรณีร้องเรียนหรือแจ้งซ่อมหรือแจ้งขอรับบริการผ่านมาทาง Facebook และ Twitter  ซึ่ง ณ วันนี้ แสนสิริ ได้กระชับสัมพันธ์อันดีกับประชาคมบนโลกออนไลน์ได้อย่างราบรื่น

แผนต่อไปของแสนสิริ สมัชชากล่าวว่า แสนสิริจะขยายรูปแบบการตลาดเชิง Social Media ไปสู่เว็บไซต์ Youtube.com โดยจะสร้างวีดีโอคลิปแนะนำโครงการ และสังคมรอบๆ โครงการ ในสถานที่ต่างๆ ของแสนสิริ เพื่อให้ลูกบ้านและลูกค้าในอนาคตได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของแสนสิริบนโลกออนไลน์ได้

ซึ่งสมัชชาเชื่อว่า จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนบนโลกออนไลน์ทั้งที่เป็นและยังไม่เป็นลูกบ้านของแสนสิริ และความสัมพันธ์ที่ดีนี้อาจจะเกื้อหนุนการตลาดในทางอ้อมได้แม้แสนสิริจะไม่ได้หวังไว้ก็ตาม….

(บทความนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Smart Industry ฉบับ ธันวาคม 2552- กุมภาพันธ์ 2553)

View :2191

“Foursquare”: กระแสใหม่ของสังคมออนไลน์ที่ไม่ควรพลาด

February 24th, 2010 No comments

นอกจากกระแส Facebook และ Twitter ที่เข้ามายึดหัวหาดสังคมออนไลน์ในไทยไปอย่างรบคาบโดยสิ้นเชิงตั้งแต่ปีที่ผ่านแล้ว ปีนี้ยังมีอีกกระแสหนึ่งที่ชาวออนไลน์พลาดไม่ได้ เพราะเป็นกระแสที่กำลังก่อตัวและมีทีท่าว่าจะมาแรงเช่นกัน นั่นคือ กระแส Foursquare แอพพลิเคชั่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งคลอดสู่สนามทดลองเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

Foursquare เป็นแอพพลิเคชั่นเครือข่ายสังคมที่ผสมตำแหน่งสถานที่อยู่จริงของผู้ใช้งาน อีกนัยหนึ่งก็เป็นแอพพลิเคชั่นกึ่งๆ เกม ที่จะจูงให้ผู้ใช้งานนั่นเข้ามามีส่วนร่วม (Engagement) ในเครือข่ายสังคมของตนเองมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Foursquare มีความน่าสนใจและน่าใช้งาน

Foursquare เป็นแอพพลิเคชั่นแรกที่รวมองค์ประกอบ 3 อย่างไว้ด้วยกัน นั่นคือ การประมวลผลแบบสังคม (Social Computing) การประมวลผลบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Computing) และการประมวลผลด้านภูมิศาสตร์สถานที่ (Geo-location) ซึ่งทั้ง 3 เทคโนโลยีนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเข้ามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ และจะเป็นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกแห่งการสื่อสารไปในอนาคตที่ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ทุกที่ทุกเวลาแบบรู้เห็นความเคลื่อนไหวของกันและกันว่ากำลังสิงสถิตอยู่ ณ ที่ใด ทำให้ผู้คนสามารถสร้างแผนที่ของกลุ่มเพื่อนในเครือข่ายสังคมของตนเองขึ้นมาเองได้

ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Foursquare อยู่เพียงจำนานไม่มาก เนื่องจากเป็นแอพพลิเคชั่นใหม่ แต่การขยายตัวของกลุ่มผู้ใช้ Foursquare นั้นกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกำลังได้รับความสนใจจากผู้ใช้ในเมืองไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว แม้ว่าอาจจะยังไม่เป็นแอพพลิเคชั่นที่โด่งดังในวงกว้างแต่ในสังคมบนโลกออนไลน์ Foursquare ก็ถือว่าได้รับความสนใจค่อนข้างมาก และเป็น Talk of the (online) Town ในช่วงเดือนแรกของปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกลุ่มผู้ใช้ Foursquare กลุ่มหลักคือกลุ่มผู้ใช้สื่อเครือข่ายสังคม (Social Media) ทั้ง Facebook และ Twitter ซึ่งทำให้การขยายตัวของจำนวนผู้ใช้ Foursquare นั้นเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ (Viral Effect) จากการแนะนำและชักจูงของเพื่อนสู่เพื่อนในเครือข่ายสังคมนั่นเอง กอปรกับ Foursquare ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถต่อเชื่อมตัวแอพพลิเคชั่นเข้ากับทั้ง Facebook และ Twitter ได้เพื่ออำนวยความสะดวกในการอัพเดทสถานะ (Status) และสถานที่ (Place) ของผู้เล่น Foursquare ให้กับเพื่อนของคนบน Facebook และ Twitter ได้ทันทีทันใด

ความสนุกของการเล่น Foursquare คือ คุณไม่จำเป็นต้องทำอาชีพที่ต้องเดินทางเยอะ แต่ขอให้คุณต้องมีเพื่อนเยอะ เพราะเมื่อเราได้ทำแต้ม (point) ในแต่ละครั้งที่เราทำการบอกกับเพื่อนคุณว่า (check-in) ว่าคุณได้มาถึง หรือมาอยู่ ณ สถานที่ใดใดแล้ว “คุณอยู่ตรงไหน” และ “คุณกำลังทำอะไรที่ ณ ตรงนั้น” เมื่อทำการรายงานตัวเสร็จสรรพ ชื่อพร้อมรายละเอียดของคุณ ได้แก่ สถานที่ เวลา และกิจกรรมที่ทำ ก็จะขึ้นไปอยู่บนสุดของรายการตารางซึ่งเรียงตามลำดับเวลาล่าสุดอยู่บนสุด ซึ่งในใบรายงานนี้แบ่งออก 3 ช่วง คือ ช่วงสั้น  ชั่วโมงล่าสุด ช่วงกลาง ภายในวันนี้ และช่วงยาวคือเมื่อวานนี้

เนื่องจาก Foursquare เป็นแอพพลิเคชั่นที่ต้องใช้ระหว่างเดินทาง (On the way) ดังนั้น Foursquare จึงถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่คุณเข้าไปสมัครใช้งานครั้งที่เว็บไซต์ (www.foursquare.com) จากนั้นก็ดาวน์โหลด Foursquare แอพพลิเคชั่นลงมือถือ ที่เหลือก็คือเริ่มต้นเล่นและสนุกกับมัน แม้ว่าจะไม่ใช่นักเทคโนโลยีตัวยงก็สามารถสนุกไปกับ Foursquare ได้ไม่ยาก ด้วยเมนูที่ถูกออกแบบมาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ผู้เล่นสามารถทำตามขั้นตอนและออกเดินทางด้วยปลายนิ้วได้ด้วยตนเอง สิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับต้นๆ หลังจากที่มีแอคเคาน์แล้ว ก็คือ ต้องหาเพื่อน โปรแกรมก็จะช่วยเราในการหาเพื่อน กวาดต้อนเพื่อน ชักชวนเพื่อนให้มาเล่นเกมเจ้าถิ่นนี้ด้วยกัน โดยผู้เล่นสามารถให้โปรแกรมส่งเทียบเชิญไปชวนเพื่อนใน Facebook และ Twitter ได้ทันที

นอกจาก Foursquare จะทำให้คุณสามารถตะโกนบอกเพื่อนของคุณได้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ทำอะไร Foursquare ยังให้ความบันเทิงอย่างอื่นด้วยการให้คุณได้สะสมแต้ม คล้ายการสะสมไมล์ของสายการบิน จะต่างกันก็ตรงที่แนวคิดของ Foursquare คือ ยิ่งคุณเดินทางมากคุณยิ่งได้แต้มได้คะแนนมาก และแต้มจะเพิ่มมากขึ้น หรือมีโบนัสพิเศษให้คุณหากคุณมีการแนะนำสถานที่ใหม่เข้ามาในระบบของ Foursquare

เนื่องจากFoursquare ใช้การประมวลผลตำแหน่งจากพิกัด GPS ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ แล้วมาแสดงผลแบบย่อๆ โดย Google Earth ดังนั้นเหล่าผู้ใช้ Foursquare จะต้องช่วยกันสร้างแผนที่ของเมืองที่พวกเขาอยู่ในเชิงการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้แบบกองทัพมด โดยการผู้เล่นแต่ละคนจะสามารถทำการค้นหาตำแหน่งปัจจุบันของตน แล้วระบุชื่อของสถานที่หรือบริเวณนั้นเข้าไปในรายการสถานที่ใกล้เคียง (Nearby)ในระบบ การแนะนำสถานที่ใหม่ผู้เล่นจะได้แต้มพิเศษ และหากผู้เล่นคนใดใดไปแวะที่สถานที่ใด สถานที่หนึ่งเป็นประจำ ติดต่อกัน ผู้เล่นคนนั้นจะได้รับตำแหน่ง “เจ้าถิ่น” (Mayor) ของสถานที่นั้นไป

นอกจากแต้มและการจัดลำดับ (Ranking) แล้ว Foursquare ยังมอบความบันเทิงกึ่งเกมอีกประการหนึ่งคือการมอบ เข็มเกียรติยศ (Badge) ให้กับผู้เล่นที่มีกิจกรรมครบตามกำหนด อาทิ “Newbie” เข็มรางวัลสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ทุกคน    “Adventurer” สำหรับผู้เล่นที่ทำการ check-ins สถานที่ใดใดเกิน 10 ครั้งขึ้นไป หากเพิ่มเป็น 25 ครั้งในสถานที่เดิมก็จะได้เข็ม “Explorer” 50 ครั้งก็จะได้เข็ม “Superstar” หรือ “Super User” คือเข็มสำหรับผู้เล่นที่มียอดการ Check-in 30 ครั้งภายใน 1 เดือน เป็นต้น ซึ่ง Badge นี้จะเพิ่มดีกรีความยากขึ้นเรื่อยๆ ในการได้มา

และนอกจากเข็มรางวัลแล้ว ผู้เล่น Foursquare ทุกคนจะถูกจัดลำดับตามสถิติของคะแนนของการ Check-in ภายในในกลุ่มเพื่อนด้วยกันเองบน Foursquare ซึ่งจะถูกจัดอันดับลดหลั่นกันลงมาจากแต้มมากที่สุดถึงน้อยที่สุด หากผู้เล่นคนใดต้องการขึ้นแซงหน้าเพื่อนหรือต้องการขึ้นเป็นที่หนึ่งคุณก็ต้องออกเดินทางและขยัน Check-in และนี่ทำให้ดูเหมือนกับว่าคุณใช้ Foursquare เพื่อความบันเทิงในฐานะเกมได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ Foursquare ยังมีแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติม คือ การเพิ่ม “สิ่งที่ต้องทำ (To Do List)” และ “เคล็ดลับ” (Tips) เพื่อให้ผู้เล่นสามารถแนะนำซึ่งกันและกันถึงสิ่งที่จะต้องทำหากไปยังสถานที่นั้นๆ อาทิ ผู้เล่นทำการ Check-in ที่สยามพารากอน จะมีคำแนะนำหรือโน๊ตจากเพื่อนว่า “เนื่องจากตอนนี้คุณกำลังอยู่ใกล้กับร้านหนังสือ Kinokuniya ซึ่งกำลังมีรายการโปรโมชั่นสำหรับหนังสือออกใหม่สัปดาห์นี้” ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงการตลาดแต่ถูกใช้โดยผู้เล่น (User-Generated Information) ซึ่งในอนาคตคุณสมบัติของแอพพลิเคชั่น Foursquare เหล่านี้สามารถถูกนำไปปรับใช้กับธุรกิจและบริการได้หลากหลายมากมาย แต่ทั้งนี้นั้นคงจะต้องรอให้เกิดจำนวนผู้ใช้ Foursquare เพิ่มมากขึ้นจนถึงขั้น Critical Mass และคงต้องรอการเพิ่มขึ้นและพัฒนาของรายละเอียดของแผนที่ในเชิงการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันที่มีมากและละเอียดพอที่จะนำมาต่อยอดเพื่อประโยชน์เชิงธุรกิจ เมื่อนั้น Foursquare ก็จะไม่เป็นเพียงเกมส์เล่นสนุกๆ ของคนออนไลน์แต่จะกลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ทรงพลังและมีสีสันอย่างมากในอนาคต ดังนั้น หากใครไม่อยากตกขบวนแอพพลิเคชั่นใหม่นี้ก็ควรจะรีบกระโดดเข้ามาเกาะกระแส และจับจองพื้นที่ของตนเองบนโลกเครือข่ายออนไลน์ใหม่ที่น่าสนใจอย่าง Foursquare นี้ได้แล้ว…

(บทความนี้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร PC World Thailand ฉบับล่าสุด)

View :1802

Top property firm builds social networks

January 25th, 2010 No comments

Sansiri looks for customers on Facebook, Twitter

Leading Thai property developer Sansiri has turned to the extraordinarily popular social-networking sites Facebook and Twitter to strengthen its marketing allure.

The company has “jumped on to the bandwagon of social networking” in the hope of increasing its marketing tools and becoming a “virtual friend” to its customers by remaining in touch on the social networks.

Sansiri's assistant vice president for marketing Samatcha Promsiri

Sansiri’s assistant vice president for marketing Samatcha Promsiri said the company believed social networking was a vital marketing tool to maintain a good relationship with its customers and to roll-out its campaigns and promotions in real time.

It has set up Facebook.com/sansiri in the role of a customer-relationship management department and has created its own community comprised of existing customers. It is able to communicate with its community directly and receive quick responses.

Samatcha said the beauty of Facebook.com was its verification of users so the company knew who were and were not its existing customers. New target customers were created among friends attached to the networks of the company’s existing customers.

“For example, we put photos of our activities onto Facebook.com and our fans come and tag their photos as well as sending and sharing them with members of their network. Our customer-relationship management activities can promptly spread to a mass of people, as viral marketing. The things we do expand our customer relationship management to give it a wider presence in the online world,” he said.

Moreover, Sansiri aims to use Facebook.com as a bridge to bring its social-networking community back to its main online market community – www.sansiri.com – where detailed information on all its products and services, as well as latest promotions, are available.

Sansiri is also using Twitter.com as a viral marketing tool to deliver real-time marketing messages to potential customers.

Samatcha said that with a limit of 140 characters, Twitter.com/sansiri also aimed to attract people to the company’s main website.

“At Twitter, we can send messages with a harder marketing purpose than those on Facebook, where we must maintain the attitude of friendship, talking with people in friendly tones in a conversational fashion, rather than delivering hard-sell,” he said.

Sansiri learned a quick lesson when it launched its Facebook site with a hard-sell message seeking to directly attach its community. It failed, and the company later realised it was probably seen as broaching an unfriendly relationship.

“We learnt from direct experience that in a social network, people are not willing to accept direct-marketing messages. Instead, they like to communicate in friendly tones, like they are talking with their friends. Therefore, we have to be their friends,” Samatcha said.

He said social networking allowed Sansiri to communicate directly with both existing and prospective customers, and to get their responses and feedback very quickly, with the least cost and resources. Sansiri has a staff of just two people dedicated to its social marketing and gives the effort a very small budget.

Samatcha said that successfully developing social-network marketing was not about spending money, but about understanding human relationships.

As well as its social networking, Sansiri is spending about Bt600 million per year on online marketing. However, this is only 3 per cent of its total marketing budget of Bt1.8 billion per year.

Samatcha said the company’s next step was a plan to expand its online marketing on to Youtube.com. It plans to launch video clips related to Sansiri’s projects, such as recommended restaurants around Sansiri’s development locations, as well as other places of interest.

“For the moment, we will focus on these three channels of social networking,” Samatcha said. “We think there are many things we can develop on these platforms to optimise their ability to create value for both us and our customers.”

(Published in The Nation Newspaper, Byteline Section, October 20, 2009)

View :1482

Social networks transform marketing

January 25th, 2010 No comments

Social-network marketing, using both Facebook and Twitter, has become the talk of the town among marketers in all industries.

The rapid rise in the number of users at both sites in Thailand has demanded the attention of Thai marketers, many of whom are currently calculating what share of their annual budget they should divert to the new online medium.

An adviser to the Sasin Graduate Institute of Business Administration, Ian Fenwick, has given some pointers to online-marketing success.

He said marketing was moving towards a new digital era, for which new marketing models would be designed and developed to deliver messages digitally through a variety of end-devices and platforms including Internet web 2.0, mobile phones, Internet television, personal Internet devices, social-networking platforms, and electronic devices yet to be developed.

Referring to the “Four Ps” of traditional marketing strategy – product, price, place and promotion, he said digital marketing came with its own Four Ps: permission, participation, profile and personalisation.

“Marketers need to understand the fundamental elements of the new era of marketing first. Then they have to understand how to use their marketing budget to gain the most benefit,” Fenwick said.

This year, Internet penetration around the world amounts to 1.6 billion users. Of these, 42 per cent are in Asia. These people are also spending more of their time on the Internet, from only 15 per cent of their daily life in 2003 to 30 per cent in 2008. Their main activities on the Internet are participating in social networks and reading blogs.

The best-known social-network site is Facebook. It now has 330 million users – up from 250 million in July. The trends are similar in Thailand, where there are 16 million Internet users and more than 1 million of them are Facebook users.

Twitter, the most popular microblog site, had more than 7 million users in February, up from fewer than 5 million one year earlier.

Marketing expert Thunyawat Chaitrakulchai, who is managing editor of MKT magazine, said social-network marketing, especially that using Facebook and Twitter, was the next big thing. Marketers should not ignore it, but should pay more attention to learning about it and understanding it in order to use it as a marketing weapon to reach the right target customers at a lower cost in terms of time and money.

He said it was better to use both Facebook and Twitter in parallel, with “balanced portions” devoted to each. The size of the portions directed at each channel depended on the requirements of different businesses.

“There is no one success model for all. This is a time for marketers to pay attention. They have to realise that they cannot ignore this. Both large corporations and small- and medium-sized enterprises should jump in,” Thunyawat said.

A similar message came from Worawisut Pinyoyang, marketing expert and owner of Newmedia.com and MKTtwit.com. He said Facebook and Twitter had a big impact on product and brand awareness.

The beauty of social networking for marketing is that it provides a huge number of target customers with the correct demographic profile, he said. Personalisation enables marketers to get very quick feedback and their marketing message can reach a mass market in a short time by “going viral”.

(Published in The Nation Newspaper, Byteline Section, September 29, 2009)

View :1410

แนวโน้ม Business Transformation สู่ “เศรษฐกิจฐานบริการ”

January 24th, 2010 No comments

คาดการณ์กันว่าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านี้จะเกิดการปฏิรูปการทำธุรกิจ (Business Transformation) จากธุรกิจบนฐานของ “สินค้า” (Product) ไปสู่ธุรกิจบนฐานของ “บริการ” (Service) ไม่เพียงแต่รูปแบบการธุรกิจจะเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่การปฏิรูปธุรกิจในครั้งนี้จะนำไปสู่การเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจจากระบบเศรษฐกิจฐานการผลิตไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานบริการ (Service-based Economy) การเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้นำมาทั้งโอกาสและภัยคุกคาม ธุรกิจที่ตระหนักและพร้อมเท่านั้นที่จะสามารถมองเห็นแนวโน้มนี้และหยิบคว้ามาเป็นโอกาสทางธุรกิจ…

ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างชาติตะวันตกได้เริ่มตระหนักและเดินหน้าสู่เศรษฐกิจฐานบริการมาหลายปีแล้ว ภาครัฐของประเทศต่างๆ เหล่านี้ได้ออกแรงอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานบริการ (Service-based Economy) ทั้งการโหมโปรโมทเพื่อสร้างการรับรู้ของภาคธุรกิจต่อการมาของแนวโน้มดังกล่าวไปจนถึงการสนับสนุนเงินทุนและส่งเสริมงานวิจัยจำนวนมากเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจของประเทศมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในสนามแข่งขันใหม่ที่กำลังจะเข้มข้นในอนาคตอันใกล้นี้

(รูปนำมาจาก http://wiki.nectec.or.th/ru/IT630_2_2008Students/KajohnsakThiawsawangReport)

‘Service’ หัวใจของการแข่งขันในยุค Service-based Economy:

สำหรับประเทศไทยนั้นเริ่มมีสัญญาณของการรับรู้แนวโน้มดังกล่าวจากภาครัฐผ่านยุทธศาสตร์ชาติ“ระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์” หรือ Creative Economy แต่ทว่ายังมีความสับสนอยู่มากในระหว่างทางที่จะทำให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ ซึ่งแท้จริงแล้ว Creative Economy นั้นคืออีกด้านของเหรียญเดียวกันกับ ระบบเศรษฐกิจฐานบริการ (Service-based Economy) นั่นเอง

หากกล่าวโดยย่อระบบเศรษฐกิจฐานบริการ (Service-based Economy) คือ รูปแบบของธุรกิจจะหันมาแข่งขันกันที่การบริการมากขึ้น ซึ่งการบริการที่ว่านี้มีด้วยกัน 2 ประเภท บริการประเภทแรก คือ การบริการที่มากับตัวสินค้า (Smart Service) ตัวสินค้ามีความฉลาดมาก ขึ้น สินค้าจะสามารถให้บริการผู้ใช้ได้มากขึ้น เพื่อตอบสนองให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งบริการประเภทนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างมากและประเภทสินค้าที่เริ่มจะเห็นบริการประเภทนี้ได้แก่ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อาทิ เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น

บริการประเภทต่อมาคือ บริการที่ผูกติดอยู่กับความเชี่ยวชาญ ความชำนาญและทักษะของคน อาทิ บริการนวดแผนโบราณ เป็นต้น ซึ่งบริการประเภทนี้เป็นน่านน้ำใหม่ของธุรกิจ ขนาดและความใหญ่ของตลาดประเภทนี้ไร้ขอบเขตและข้อจำกัด เพราะรูปแบบของสินค้าในรูปของบริการนี้สามารถเป็นอะไรก็ได้แล้วแต่ว่าธุรกิจนั้นจะสามรถมีความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) มากน้อยเพียงใด และเชื่อกันว่าบริการประเภทนี้จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอนาคตอันใกล้นี้

ทั้งนี้ รูปแบบการบริการทั้ง 2 ประเภทนี้จะผลักดันให้การแข่งขันในภาคธุรกิจเดินหน้าไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมการบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดอยู่ที่การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียว (One-Stop-Service) หรือย่างน้อยก็จะต้องคิดค้นบริการที่ลดขั้นตอนของกระบวนการทำธุรกิจให้เหลือน้อยลง เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจระหว่างกัน และระหว่างลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

รัฐบาลต้องให้ความรู้ผู้ประกอบการ:

แต่ไม่ว่าบริการดังกล่าวจะเป็นบริการในรูปแบบใด การที่จะเคลื่อนไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมบริการออกมาได้นั้นองค์กรธุรกิจจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่าการแข่งขันทางธุรกิจต่อจากนี้ไปจะไม่เหมือนเก่า จะไม่ได้แข่งขันกันที่ประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ต้นทุนการผลิต (Cost Management) การควบคุมคุณภาพสินค้า (Total Quality Control) แต่ธุรกิจจะต้องมีนวัตกรรมบริการ ที่สามารถวัดประสิทธิภาพประสิทธิผลได้ในเรื่องความรู้ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักโดยตรงของรัฐบาลที่จะต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในภาคเอกชนโดยเร็วเหมือนที่รัฐบาลเคยทำมาครั้งหนึ่งแล้วในอดีตที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดตั้งสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (Thailand Productivity Institute) ขึ้นเพื่อสนับสนุนทุนและงานวิจัยเพื่อช่วยภาคเอกชนเกิดขบวนการเพิ่มผลผลิต (Productivity Movement) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระดับสากล

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีสัดส่วนรายได้จากฐานธุรกิจบริการต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา อาทิ ประเทศไทยเรามีสัดส่วนรายได้จากฐานธุรกิจบริการต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีเพียงแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ ประเทศทีพัฒนาแล้วฐานเศรษฐกิจจะตั้งอยู่บนบริการแต่ประเทศที่กำลังพัฒนาฐานเศรษฐกิจจะตั้งอยู่บนสินค้าจับต้องได้หรือ Physical Goods

ปัญหาในขณะนี้คือ ภาคธุรกิจเอง ณ ตอนนี้ ยังมองไม่ออกว่านวัตกรรมบริการคืออะไร ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานรัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดขึ้นในวงกว้าง ต้อมีการสนับสนุนการทำวิจัยในแง่กระบวนการทำธุรกิจ (Business Process) ซึ่งในต่างประเทศรัฐบาลให้สามารถจดเป็นสิทธิบัตรได้ เพราะธุรกิจกำลังจะต้องมาแข่งขันกันที่กระบวนการทำงาน

ปัจจุบันเริ่มมีความเคลื่อนไหวจากหน่วยงานราชการที่เริ่มตื่นตัวไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติที่เริ่มมีกิจกรรมและสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับทิศทางและแนวโน้มของ Service-based Economy กับผู้ประกอบการ

ภาคส่วนธุรกิจในประเทศไทยที่มีโอกาสสูงหากไหวตัวได้เร็ว ได้แก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยว อาหาร เกษตร การแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงกิจการการให้บริการ (Hospitality Industry)

ผู้ให้บริการไอทีต้องเตรียมพร้อม:

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) อินเทอร์เน็ต รวมถึง Social Network คือปัจจัยเร่งไปสู่เศรษฐกิจฐานบริการ ที่กำลังจะเปลี่ยนจากฐานการผลิตแบบ Mass Production ไปสู่การผลิตแบบ Mass Customization

ทั้งนี้ภาคธุรกิจที่เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากไอทีและบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องเริ่มเรียนรู้ที่เข้าใจว่าการนำเอาไอทีเข้ามาใช้ในองค์กรในยุคที่การแข่งขันเบนเข็มไปที่การบริการนั้นจะมีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม จากที่เคยเอาไอทีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและประสิทธิภาพการทำงาน (Increase Productivity) แต่จากนี้ไปจากเอาไอทีเข้ามาใช้นั้นเพื่อขยายผลของการใช้ไอทีในอีกมิติหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ มิติของการให้บริการ (Innovative Service) ซึ่งจะมีแรงผลักของเทคโนโลยีใหม่เพื่อสร้างเครื่องมือการแข่งขันของธุรกิจ อาทิ เทคโนโลยี Mash-up เทคโนโลยีเว็บ 2.0 เอสโอเอ (SOA: Service-Oriented Architecture) คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าภาคธุรกิจกำลังมุ่งหน้าไปสู่การบริการ จากนั้นจะต้องเรียนรู้ว่ากระบวนการงาน (Business Process) ของธุรกิจนั้นๆ เป็นอย่างไร และจะสามารถออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้อย่างไร นอกจากนี้ แต่ทว่าการจะออกแบบนวัตกรรมบริการของธุรกิจนั้นๆ จะเกิดขึ้นไมได้เลยหากไม่ได้รับความร่วมมือ (Co-Creation) ระหว่างเจ้าของธุรกิจกับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์

บริษัทซอฟต์แวร์เองจะต้องรู้ก่อนว่า Service-based Economy คืออะไร และต้องใช้ซอฟต์แวร์ประเภทใด จากนั้นจะสร้างซอฟต์แวร์เพื่อรองรับการบริการของธุรกิจนั้นอย่างไร ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะเข้ามาสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมบริการประกอบด้วย เทคโนโลยีสถาปัตยกรรม นั่นคือ SOA (Service-Oriented Architecture) และเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม นั่นคือ Web-Service Platform ซึ่งมีทั้งซอฟต์แวร์ Open Source และ Commercial

ทั้งนี้ซอฟต์แวร์ Open Source จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในยุคของ Service-based Economy ซอฟต์แวร์ Open Source มีมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นทางเลือกที่ดีของธุรกิจที่ต้องการเคลื่อนไปสู่บริการด้วยต้นทุนทางเทคโนโลยีที่ถูกกว่าไม่ว่าจะเป็น CMS (Content Management System), BI (Business Intelligent), Reporting, Message Query, และ Protocol Query เป็นต้น ซึ่งซอฟต์แวร์ Open Source นี้จะทำให้บริษัทขนาดกลางและเล็กมีทางเลือกในการมีโซลูชั่นในราคาที่ถูกลงมากขึ้น…..

View :2004

พีซีในเอเชียไตรมาสสุดท้ายโต32%

January 22nd, 2010 No comments

ไอดีซี รายงานว่า ยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในเอเชียแปซิฟิกดีดตัวขึ้นถึงร้อยละ 32 ในไตรมาส 4 ปี 2552

ที่สิงค์โปร์ และ ฮ่องกง วันที่ 19 มกราคม 2553 – จากรายงานการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นของไอดีซี พบว่า ยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น ในไตรมาส 4 ปี 2552 มีอัตราการเติบโตที่ลดลงประมาณร้อยละ 3 จากไตรมาส 3 ปี 2552 แต่กลับมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 32 เมื่อเปรียบ เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2551ซึ่งเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงร้อยละ 4 เกือบทุกประเทศในภูมิภาคนี้มีอัตราการเติบโตเป็นเลขสองหลัก เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีคอมพิวเตอร์แบบพกพาเป็นตัว กระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดการเติบโต ยี่ห้อเลอโนโว ยังคงรั้งอันดับหนึ่งของภูมิภาคนี้ในไตรมาส 4 โดยเฉพาะแรงผลักดันจากยอดจำหน่ายในประเทศจีนที่สูงอย่างต่อเนื่อง

“มันเป็นการเรียกความมั่นใจของตลาดกลับมาเมื่อได้เห็นว่าตลาดสามารถฟื้นขึ้นได้ด้วยตนเองอย่างรวดเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดที่น่าหดหู่ในไตรมาส 4 ปี 2551 ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตทางการเงินระดับโลก” กล่าวโดยนายไบรอัน มา ผู้อำนวยการฝ่ายงานวิจัยตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ประจำไอดีซี เอเชียแปซิฟิก “ความต้อง การ  การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีอยู่อย่างไม่สิ้นสุดของกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป    ทั้งในตลาดประเทศที่พัฒนาแล้ว  และที่กำลังเกิดใหม่จะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างต่อเนื่องในปี  2553  ในขณะที่งบประมาณจากภาคธุรกิจต่าง ๆ กำลังจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ตลอดช่วงปีนี้”

ตลอดทั้งปี 2552 ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในภูมิภาคนี้มีอัตราการเติบโตร้อยละ 14  ซึ่งสูงกว่าปี 2551 อยู่ร้อยละ 9 แต่ยังต่ำกว่าปี 2550 ที่สูงถึงร้อยละ 22 ยี่ห้อเลอโนโวก็ยังคงรั้งการเป็นผู้ค้าอันดับหนึ่งของตลาดในภูมิภาคนี้ไว้ได้ทั้งปีอีกปีหนึ่ง แม้ว่าความวิตกกังวลที่ถูกเปิดเผยมากขึ้นในปัจจุบันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ร้อน แรงในประเทศจีนอาจจะมีความเสี่ยงต่อตลาดโดยรวมได้ ไอดีซีคาดว่าในปี 2553 ภูมิภาคนี้จะมีอัตราการเติบโต ไม่น้อยกว่าร้อยละ 16 และร้อยละ 18 ในปี 2554

“ยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในสิงค์โปร์นั้นมีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 17 เมื่อเปรียบกับไตรมาสเดียว กันของปี 2551”  กล่าวโดย นายรูเบน แทน   ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายงานวิจัยตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลประจำ ไอดีซี เอเชียแปซิฟิก “จนถึง ณ ขณะนี้ ประเทศสิงคโปร์ยังอยู่ในความคาดหมายที่จะมีอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 10 ในปี 2553 หลังจากที่ตลาดมีการเติบโตกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 6 ในปี 2552”

นางสาวเคธี่ ซิน ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัยตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลประจำ ไอดีซี เอเชียแปซิฟิก กล่าวเสริมว่า “ยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในฮ่องกงปีนี้เติบโตดีกว่าที่ไอดีซีได้คาดการณ์ไว้ โดยมีอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2551 และหวังว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วกำลังจะหมดไปเมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ตารางที่ 1

สัดส่วนยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)  ตามผู้ค้าแต่ละราย  ในไตรมาส 4     ปี 2552 (ประมาณการณ์เบื้องต้น) เปรียบเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2552 และ ไตรมาส 4 ปี 2551

ลำดับ ผู้ค้า ส่วนแบ่งตลาดใน ไตรมาส 4 ปี 2553 ส่วนแบ่งตลาดใน ไตรมาส 3 ปี 2552 ส่วนแบ่งตลาดใน ไตรมาส 4 ปี 2551 อัตราการเติบโต เปรียบเทียบ     ปีต่อปี
1 Lenovo 22.6% 20.1% 19.6% 53%
2 HP 16.1% 18.4% 13.5% 58%
3 Dell 9.1% 8.9% 9.7% 24%
4 Acer 8.7% 8.8% 7.5% 54%
5 ASUS 4.6% 5.3% 4.0% 52%
รายอื่น ๆ 38.9% 38.4% 45.7% 13%
รวม 100.0% 100.0% 100.0% 32%
Source: IDC, January 2010
ตารางที่ 2

สัดส่วนยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)  ตามผู้ค้าแต่ละราย  ประจำปี 2552 (ประมาณการณ์เบื้องต้น) เปรียบเทียบ ปี 2552 และ ปี 2551

ลำดับ ผู้ค้า ส่วนแบ่งตลาดปี 2552 ส่วนแบ่งตลาดปี 2551 อัตราการเติบโต เปรียบเทียบปีต่อปี
1 Lenovo 19.7% 18.3% 22%
2 HP 16.7% 14.1% 34%
3 Dell 8.7% 9.1% 9%
4 Acer 8.5% 7.5% 29%
5 ASUS 4.5% 3.7% 37%
รายอื่น ๆ 41.9% 47.2% 1%
รวม 100.0% 100.0% 14%
Source: IDC, January 2010

(Surce: IDC)

View :1148

ASOCIO to focus on green ICT, trade promotion

January 21st, 2010 No comments

The Asian-Oceanian Computing Industry Organization (ASOCIO) is starting the new decade with green in mind.  Fresh from its 27th General Assembly held in Melbourne, Australia last month, the influential regional Information Technology (IT) grouping has incorporated environmental preservation as one of its top priorities.

Themed Preserving Earth in the IT World, ASOCIO’s Green IT agenda will define initiatives geared towards promoting environment-friendly practices among its members which represents 21 countries across the region.

“We are starting a new decade. In every new beginning, we analyze the past and present to identify issues that need to be solved in order to realise a better future,” says newly-appointed ASOCIO president Looi Kien Leong.

He adds that broad-based world’s sentiments towards environmental issues have been highlighted at the recent Copenhagen Summit and ASOCIO would also like to play its part by advocating Green IT in the Asia Oceania region.

“Among ASOCIO member countries, Australia and Japan are the most advanced in terms of Green ICT initiatives. We can certainly learn from them,” says Looi, who is also an adviser to the National ICT Association of Malaysia (PIKOM) as well as Global Trade Committee Chair of the World IT and Services Alliance (WITSA).

ASOCIO’s Green IT initiatives essentially encompass two general areas – efforts to build a sustainable, energy- and cost- effective environment within a corporation and use of IT as a strategic tool to build solutions for external environment.

The broad outline of the initiatives was unveiled at last month’s Asia Pacific Digital Innovation Summit (APDIS 2009) in Melbourne. Pertinent issues and possible approaches for implementation were also discussed during a panel session entitled Sustainability & Green IT. The panel comprised speakers from ASOCIO member countries of Malaysia, Australia and Japan.

Towards this end, ASOCIO will be setting up Secretariat offices in various cities to support the envisioned increased activities, particularly those related to the green IT initiatives, across the region. These include offices in Kuala Lumpur, Bangkok, Taipei, Dhaka and Seoul. Tokyo will remain as the organization’s Headquarters.

More details on ASOCIO’s Green IT initiatives are expected to be announced in a near future.

(Source: ASOCIO Media Release)

View :1477

‘ Amata Science City ’…

January 21st, 2010 No comments

Amata Corporation Public Company Limited has joined hand with Science and Technology Ministry and signed memorandum of understanding with 8 universities to establish the Thailand ’s first science city called ‘ Amata Science City ’.


The move is to help country’s industrial sectors to add value on their products and services; to reduce cost of research and development investment; and to increase competitive advantages.

‘Amata Science City’ is formed under public-private-partnership (PPP) that the Science and Technology Ministry and the universities will together provide research and development works and human resources, meanwhile Amata Corp will provide the land and facilities for settle down the science city.

‘ Amata Science City ’ will be set up in Amata’s land of 625 rais in Chonburi province under the construction cost of a few Bt100 million which invested by Amata.

Somhatai Panicjewa, chief business officer at Amata Corporation said that at the first stage after signing MoU with the universities, the company will hire the consultancy (under the budgets between Bt5 million and Bt10 million) to do the feasibility study in order to study which industry clusters should be the first area in ‘Amata Science City’. The feasibility study will take time for 4 to 6 month.

It is expected that the construction period will be started by the end of this year and the first operation of science city is expected to be up and run within 2011.

At ‘ Amata Science City ’, there are a lot of facilities available including research and development center; education center; laboratory testing center; and joint research center.

“It will be the city where scientists and industrial people will live. We provide not only facility in doing research and development as well as production but also provide total facilities for being live such as entertainment and living building,” said Somhatai.

She added that the ‘ Amata Science City ’ will be located next to Amata Nakorn Industrial Estate areas in Chonburi Province , which comprised of 700 multinational companies from 30 nationalities. All of them are in main industries such as auto mobile, chemical, steel, and consumer electronics.

Therefore, the ‘ Amata Science City ’ will recruit customers from both its existing customers in Amata Industrial and new companies who are interested in investment in research and development in Thailand . Amata Industrial

“The move is also to build Thailand to be the hub of research and development in ASEAN as well,” said Somhatai.

Kalaya Sophonpanich, Science and Technology Minister said that the ministry will provide supports to ‘ Amata Science City ’ with the objective to shift Thailand from manufacturing based towards the potential for research and development, which would enable the country to assume a center role in AASEAN.

“The strength in R&D will increase Thailand’s competitiveness in particularly in science and technology and create more value to its products, and to attract a high caliber of Thai abroad back to the country to transfer knowledge to the next generation and consequently yield researchers with higher potential,” said the minister.

The 8 universities joined in the collaboration included Chulalongkorn University , Kasetsat University , Srinakharinwirot University , Burapa University , King Mongkut’s University of Technology North Bangkok , King Mongkut’s University of Technology thonburi, King Mongkut’s University of Technology Ladkrabang , and Asian Institute of Technology.

View :2638
Categories: Software, Technology Tags: ,

Internet User Profile in Thailand 2009

January 18th, 2010 No comments

Women surfing Internet more than men and more Internet users consume news online, according to Internet users’ profile of Thailand 2009.

It is the annual survey conducted by the National Electronics and Computer Technology Center (Nectec). The survey was participated by 11,991 Internet users during August to October last year.

The survey was contributed by several majors web sited such as Nation Group, Pantip.com, Sanook.com, Saimsport.com, Truehits, Kapook.com, Dek-D.com, PaySBuy, and Thai e-Commerce Association.

The survey’s major significant founding are that most of Internet users are women (72.5 per cent); most of them access Internet from home (52.3 per cent) during 8 pm to 12 pm; most of them are in the age between 20 and 29 years old; most of them connect Internet via ADSL; and most of them stay online 20 hours per week be averagely.

Nectec director Pansak Siriruchatanapong said that the result of the 4 th -year survey of Internet users profiles in Thailand that their demographic mostly are similar to the previous years including they are in Bangkok; graduated bachelor degree; and in employment status.

However, it also found the significant result. Even though ADSL is still the major channel for Internet connection but its role is slightly reduced meanwhile the per cent of Internet connection via mobile phone has been increasing from only 2.8 per cent in 2007 to 7 per cent in 2008 and to 10 per cent in 2009.

And, even though most of Internet users are live in Bangkok but the per cent of Internet users from rural areas is increasing from 18-19 per cent to 21 per cent.

Meanwhile, the top three online activities over the Internet are still information searching; email; and news consumption. But in depth, the per cent of these three activities are reduced.

Interestingly, the significant result shows that e-learning, as the forth activity, is the most increasing rate from only 0.1 per cent in 2007 to 4.1 per cent in 2008 and 8 per cent in 2009.

As the 3 rd activity of Internet users, online news consumption but in depth, most of them read news from web-board following from online newspaper (online news provided by traditional newspaper), blog, comment, and from social network.

Top five online news beats they usually consume including politics, social, entertainment, technology, and economics.

For the ratio of e-commerce, Internet users still prefer to buy book, reservation, and cloths & accessories via online. Most of them make e-commerce transaction at Bt5,000 and less.

And, the top three problem issues over the Internet are still the same as previous year including virus, speed, and pornography.

View :1613
Categories: Internet Tags: ,