Archive

Posts Tagged ‘e-commerce’

Wongnai เตรียมระดมรอบใหม่ 2 ล้านเหรียญ เพื่อบุกตลาดรีวิว Travel

August 16th, 2015 No comments

Wongnai เตรียมระดมรอบใหม่ 2 ล้านเหรียญ เพื่อบุกตลาดรีวิว Travel

– ขยายธุรกิจ review สู่ e-commerce
– ขยายธุรกิจไปต่างจังหวัด
– ขยาย category review ไป travel

tech startup ไทยหลายรายมีเป้าหมายที่จะเติบโตไปยังตลาดต่างประเทศ แต่สำหรัับ Wongnai เจ้าของแฟลตฟอร์มสำหรับการรีวิวร้านอาหารกลับมองว่าตลาดภายในประเทศ คือ น่านน้ำสำคัญในการเติบโตที่ยั้งยืนของ Wongnai

ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Wongnai

ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Wongnai


ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Wongnai บอกว่า การขยายตัวของ Wongnai จะโฟกัสที่ตลาดในประเทศเพราะเหมาะสมกัยธุรกิจของ Wongnai มากที่สุด การแข่งขันธุรกิจ local review ที่ Wongnai ทำอยู่ การขยายไปประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศไทยเป็นสิ่งที่ยาก เพราะ local review ยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรมและรสนิยมของคนท้องถิ่น ซึ่งทำให้ในขณะเดียวกันคู่แข่งขันจากต่างประเทศก็ไม่สามารถมาประสบความสำเร็จในตลาดท้องถิ่นที่มีเจ้าตลาดอยู่แล้วได้

“การที่ธุรกิจ local review จะขยายและเติบโตในตลาดต่างประทเศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่ง Yelp.com เองก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในตลาด ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์ หรือ OpenRice.com ของฮ่องกงก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในตลาดไทย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ เพราะ local review โดยเฉพาะรีวิวอาหารมันใกล้เคียงกับวัฒรธรรมมาก ใช่ว่าการเป็นบริษัทที่ดี มีสินค้าที่เจ๋ง แล้วไปอยู่ประเทศอื่น แล้วมันจะเวิร์ค ตรรกะความสำเร็จของการขายตัวไปตลาดต่างประเทศใช้ได้ยากกับธุรกิจที่เป็น local review เพระาสุดท้ายมันขึ้นกับ local taste ดังนั้น การขยายธุรกิจไปประเทศอื่นๆ เป็นไปได้ค่อนข้างยากที่จะไปสู้กับ local review เจ้าถิ่นของประเทศนั้นๆ”

ยอดเชื่อมั่นว่าตลาดประเทศไทยใหญ่พอสำหรับธุรกิจ local review อย่าง Wongnai ซึ่ง ณ วันนี้ Wongnai เองเป็นเจ้าตลาดรีวิวร้านอาหารที่เป็น local-based platform และเป้าหมายของ Wongnai คือ ขยายไปสู่การเป็นเจ้าตลาดรีวิวใน vertical industry ที่มีขยาดใหญ่อีก 2 อุตสาหกรรม นั่นคือ อุตสาหกรรมบริการด้านความงาม (Beauty Service) และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทาง (Travel Industry)

“Wongnai ไม่ใช่แค่แอพฯ รีวิวร้านอาหารเท่านั้น แต่ Wongnai คือ เราต้องเป็น insider ในทุกอย่าง ทั้งร้านอาหาร ความงามและอนาคต travel และอื่นๆ”

Wongnai ต้องการระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำเงินมาลงทุนขยายธุรกิจไปยัง vertical industry ใหม่ และขยายธุรกิจให้ทั่วประเทศ การระดมทุนครั้งใหม่นี้ ยอดคาดว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นได้ภายในสิ้นปีนี้

ส่วนพันธกิจหลักในปีนี้ของ Wongnai คือ การสร้างความเข้มแข็งให้การรีวิวร้านอาหาร และการรีวิวธุรกิจบริการด้านความงาม โดยขยายใน 2 มิติ มิติแนวกว้าง คือ การขยายพื้นที่การรีวิวให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น จากเดิมที่ร้านที่ Wongnai รีวิวส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ เป้าหมายหลักในปีนี้และปีหน้าคือ ขยายไปตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ตั้งเป้าขยายให้ครบ 10 จังหวัดภายในปี 2559 การขยายไปต่างจังหวัด คือ การไปเปิดสำนักงานสาขาและสร้างทีมงานย่อยในจังหวัดนั้น สำหรับจังหวัดที่ยังไม่ได้ไปเปิดสำนักงานสาขา ก็จะใช้วิธี Telesales

ส่วนมิติแนวลึก คือ การขยายขีดความสามารถในการสร้างรายได้จากฐานที่มีอยู่ ทั้งจำนวนร้านค้า จำนวนรีวิว จำนวนสมาชิกผู้ใช้งาน ด้วยการขยายรูปแบบธุรกิจจากเดิมที่ Wongnai มีรายได้หลักการค่าโฆษณา ทั้ง Advertising (ทั้ง banner ad และ listing ad) และ Advertorial ขยายไปสู่ธุรกิจ marketplace ที่สร้างรายได้จากส่วนแบ่งจากการขายของร้านค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์มของ Wongnai

“รายได้จากรูปแบบธุรกิจใหม่จะมาไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่โฆษณา แต่รายได้จะสามารถ scale ได้ไม่มีที่สิ้นสุด ปัจจุบัน Wongnai ให้บริการรีวิวอยู่บน 2 แพลตฟอร์ม คือ Wongnai [รีวิวร้านอาหาร] และ Wongnai Beauty [รีวิวธุรกิจบริการด้านความงาม] เรากำลังจะรวม Wongnai และ Wongnai Beauty เข้าด้วยกัน และเริ่มใช้รูปแบบธุรกิจ marketplace ในเดือนกันยานยน 2558 โดยเริ่มจาก restaurant category ก่อน จากนั้นค่อยขยายไปสู่ beauty category ในเดือนตุลาคม 2558”

ในเดือนกันยายน 2558 Wongnai จะเปิดตัว marketplace business model สำหรับ restaurant category ด้วยแคมเปญการตลาด Restaurant Week โดยนำร้านอาหาร 50 ร้านทั่วกรุงเทพฯ มาจัดคอร์สให้ Wongnai users สามารถซื้อได้ในราคาพิเศษ เพื่อเป็นการแนะนำว่าที่ Wongnai นอกจากรีวิวแล้วยังสามารถซื้อได้ด้วย และในเดือนถัดไปจะเปิด marketplace business model สำหรับ beauty category

“Business model ที่รายได้มาจาก advertising อย่างเดียว เราไม่สามารถโตแบบ exponential growth ได้ เราแค่โตแบบ liner growth เพราะ slot ของ ad เด็ม เราไม่สามารถ maximize revenue stream ไปได้มากกว่านี้ เนื่องด้วยข้อจำกัดในเรื่อง slot ของ ad ในแบบต่างๆ เราเลยต้องการหา business model เพื่อจะโตแบบ exponential growth แเราเชื่อใน transaction เพราะ e-commerce มา คนเร่ิมทำ online transaction มากขึ้นเรื่อยๆ เราเน้นว่าเราต้องมี transaction เกิดขึ้นบน Wongnai โดยเราจะให้ร้านค้าทำ e-voucher ให้ลูกค้าที่เข้ามาอ่านรีวิว”

ปัจจุบัน Wongnai มีร้านอาหารที่ถูกรีวิว 180,000 ร้าน มียอดผู้้ใช้งาน 2 ล้านคน มีรีวิวทั้งหมด 500,000 ชิ้น มียอดการเข้าชมเกือบ 300,000 ครั้งต่อวัน มียอดผู้ใช้งานต่อเดือน (Monthly Active Users) อยู่ที่ 500,000 คน ในขณะที่ Wongnai Beauty ปัจจุบันมีจำนวนร้านบริการความงาม 6,000 ร้าน จำนวนรีวิว 10,000 รีวิว และจำนวนผู้ใช้งาน 100,000 คน ซึ่งขนาดของ Wongnai Beauty มีสัดส่วนประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของ Wongnai “ยอด”​ต้องการผลักดันให้ beauty category มีขนาดประมาณ​30-35 เปอร์เซ็นต์ของ Wongnai ก่อนที่จะขยายไปสู่ travel category

Wongnai ก่อตั้งกลางปี 2010 ด้วยแนวคิดที่ต้องการเป็นแพลตฟอร์มของการรีวิว ในช่วง 2 ปีแรก ธุรกิจของ Wongnai ไม่สามารถสร้างรายได้ได้เลย จนกระทั่งในปี 2012 Wongnai เริ่มมีรายได้จากการโฆษณาเมื่อเขาสามารถมีจำนวนร้านค้าที่มากพอ คือ เริ่มมีรีวิวหลัก 10,000 รีวิว มีผู้ใช้งาน 80,000 คน หลังจากได้ทุน Wongnai ก็เติบโตก้าวกระโดดจากที่มีผู้ใช้งาน 80,000 คนเพ่ิมเป็น 300,000 คน 1 ล้านคน และ 2 ล้านคนในปัจจุบัน ส่วนจำนวนรีวิวเพ่ิมจาก 10,000 รีวิวต้นๆ เป็น 500,000 รีวิว ยอดคนเข้าชมจาก 1 ล้านครั้งต่อเดือนเพ่ิมเป็น 7.5 ล้านครั้งต่อเดือนในปัจจุบัน คือ โต 7-8 เท่าใน 2 ปี (2013-2014)

“จริงๆ เราใกล้ break-even แล้วในรูปแบบธุรกิจแบบเก้า แต่เราต้องการลงทุนเพื่อให้ market cap เราใหญ่กว่านี้ รายได้ครึ่งปีแรกของปี 2558 มากกว่ารายได้ของปี 2557 ทั้งปี เราเติบโต 3 เท่าในทุก KPI มาตลาดตั้งแต่ปี 2013 หลังจากที่เราระดมทุนได้ เราได้ทุนมา 2 รอบ รอบแรกปี 2013 เป็น seed funding รอบสองปี 2014 เป็น series A ทั้งสองรอบเราได้จาก Recruit Strategic Partners เงินที่ได้มาเราก็มาลงทุนขยายธุรกิจเพ่ิม ปี 2015 นี้เราคิดว่าเราจะโต 2.5 เท่า”

มุมมองต่อ startups ไทย

“ผมมองว่ามีความเสี่ยงอยู่บ้างพอสมควร ทั้ง startup และนักลงทุน นักลงทุนตอนนี้อยากลงทุนประเทศไทยมาก startup ก็รู้จึงตั้ง startup มาระดมทุน ในขณะที่ startup ที่เป็น sustainable business ยังม่ไม่เยอะ หากมีการระดมทุนเยอะๆ แต่สุดท้ายแล้วไม่มี exist case สวยๆ หรือไม่มีบริษัทที่ทำกำไรได้มากจริงๆ สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิด bubble อยากให้ startup คิดถึงเรื่องการทำเงิน การสร้างร้ายได้ ว่าจะมี revenue ที่โตเร็วเท่สารลงทุนได้อย่างไร จุดที่เป็นปัญหา คือ ปัจจัยภายนอก คือ คนในประเทศยังไม่ถึงจุดที่พร้อมจะจ่ายเงินมากเท่าที่นักลงทุนคิด ผมไม่อยากเห็น startup ทำเพื่อให้มี growth เพราะต้องการแค่ validation สูงๆ เพื่อการ exist มันอันตรายหาก fundamental ไม่แข็งแรง เราอาจจะประมาณการณ์ตลาดไง้ใหญ่มาก แต่จริงๆ spending ใหญ่แค่ไหน สุดท้ายหากตลาดไม่เกิดจริง เงินหมด บริษัทก็เจ๊ง นักลงทุนก็ไมไ่ด้เงินคืน”

“การที่ startup ไทยเน้นไปตลาดต่างประเทศ ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง บาง startup เหมาะที่จะไปต่างประเทศ บาง startup เหมาะที่จะโฟกัสตลาดในประเทศ ซึ่ง Wongnai เป็นอย่างหลัง หากผมทำเกมผมไปตลาดต่างประเทศแน่นอน แต่ผมทำ local content เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้อง go global”

View :3076

เด็กไทยไคว้าสุดยอดรางวัลใหญ่จากเวทีการแข่งขันโครงงานทางวิทยาศาสตร์ระดับโลก Intel ISEF 2011

May 14th, 2011 No comments

13 May, 2011 Los Angeles, California, USA: นักเรียนไทยจาก จ . สุราษฎร์ธานี ค ว้าสุดยอดรางวัลใหญ่ จาก 2 เวที มหกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์โลก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กและคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช . ร่วม กับ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ( ประเทศไทย ) จำกัด จัดส่งคณะนักเรียนไทย ไปแข่งขันในมหกรรมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์โลกที่ประเทศสหรัฐ อเมริกา 2 เวที การแข่งขัน ประกอบด้วย Read more…

View :2306

ไอซีทีผลักดันการขยายตลาดสินค้า OTOP ผ่านระบบ e-Commerce

August 24th, 2010 No comments

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ e-Commerce เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)

[youtube=http://www.youtube.com/watch?v=HGAuC6w0jeM]

โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เป็นโครงการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเพื่อให้แต่ละชุมชนได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐบาลพร้อมที่จะช่วยเหลือทั้งในด้านความรู้สมัยใหม่และการบริหารจัดการ เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้า OTOP ที่ได้มาตรฐานผลิตออกมาให้ประชาชนเลือกซื้อมากมาย ผ่านทางห้างสรรพสินค้า ร้านจำหน่ายสินค้า OTOP หรืองานจัดแสดงสินค้าต่างๆ ซึ่งข้อดี คือ สามารถจับต้องทดลองสินค้าได้ แต่ข้อเสีย คือ สินค้าตามห้างสรรพสินค้าจะมีราคาสูงกว่าที่ซื้อจากกลุ่มผู้ผลิตโดยตรงประมาณ 2 ถึง 3 เท่า ขึ้นอยู่กับสถานที่และค่าใช้จ่ายในการลงทุน บริหารจัดการ ค่าการตลาดของห้างสรรพสินค้า และยังมีสินค้าให้เลือกไม่มากนัก

ดังนั้น การเลือกซื้อสินค้า OTOP ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการค้นหาสินค้า OTOP ได้อย่างหลากหลาย ประหยัดเวลา รวมทั้งสะดวกรวดเร็ว ซึ่งหากมีการวางระบบการชำระเงินและระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพแล้ว ก็จะสามารถส่งเสริมการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในสินค้า OTOP รวมถึงภาคธุรกิจให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นได้

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า “ในฐานะประธานกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงได้วางนโยบายผลักดันให้การใช้งาน e-Commerce เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมเชื่อถือได้ ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ตลอดจนเพื่อใช้ขับเคลื่อนธุรกิจให้ประเทศ ช่วยเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงลดต้นทุนด้านการขนส่ง หรือ โลจิสติกส์ด้วย

โดยกระทรวงไอซีที ได้ร่วมกับ 6 หน่วยงานจัดทำโครงการ e-Commerce เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ขึ้นเป็นโครงการนำร่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการ OTOP สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การผลิต การขนส่งสินค้า การประชาสัมพันธ์ การจำหน่าย และการรับชำระเงิน ซึ่งจะเอื้อต่อการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ OTOP โดยใช้ศักยภาพของหน่วยงานทั้ง 6 ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” นายจุติ กล่าว สำหรับ 6 หน่วยงานที่ให้ความร่วมมือในโครงการฯ นี้ ได้แก่ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เพื่อจะนำสินค้า OTOP และสินค้าในโครงการพระราชดำริ มาจำหน่ายผ่านระบบการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)

มีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ลูกค้าบัตรเครดิต ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะรับผิดชอบงานในด้านต่างๆ กรมการพัฒนาชุมชนจะทำหน้าที่คัดเลือก รวมรวบผลิตภัณฑ์ OTOP และประสานงานกับผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมการส่งออกให้คำปรึกษาการประชาสัมพันธ์สินค้า OTOP ในรูปแบบภาษาต่างประเทศ ธนาคารกรุงไทย จัดทำระบบการรับชำระค่าสินค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่เหมาะสม ส่วน บมจ.ทีโอที จะวางระบบการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) โดยจัดทำระบบร้านค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.tote-market.com เพื่อแสดงสินค้า รวบรวมคำสั่งซื้อ และฝึกอบรมให้ความรู้ทางด้าน e-Commerce

ขณะที่ บจ.ไปรษณีย์ไทย รับหน้าที่ด้านระบบการขนส่งสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งให้คำปรึกษาการใช้บรรจุภัณฑ์ ที่เหมาะสม และ บมจ.อสมท จะใช้เครือข่าย ช่องทางสื่อสารมวลชนแขนงต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนและเผยแพร่สินค้า OTOP ที่เข้าร่วมโครงการฯ

“โครงการฯ นี้จะช่วยลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ สังคม และเปิดโอกาสในการนำสินค้าสู่ตลาดในช่องทางออนไลน์ โดยใช้ระบบ ไอทีเข้ามาช่วย อันเป็นการขยายช่องทางการตลาดในการจำหน่ายสินค้า OTOP ให้แก่ผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น จึงช่วยสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับประเทศ กล่าวคือ ทางตรงถือเป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้เป็นอย่างมาก ส่วนทางอ้อมนั้นสามารถประชาสัมพันธ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล ดึงดูดให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นในต่างประเทศ อันเป็นการสร้างตลาดใหม่ ซึ่งเป็นตลาดที่พร้อมจะใช้บริการ เนื่องจากมีความสะดวก และยังไม่มีบริการใดที่ตอบสนองความต้องการลักษณะนี้ จึงทำให้สามารถสร้างตลาดในส่วนนี้ให้เติบโตได้อย่างมาก อีกทั้งยังสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยได้อีกด้วย” นายจุติกล่าว

View :1499

เอสเอ็มอีไทยรับอานิสงค์อีคอมเมิร์ซบูม

July 10th, 2010 No comments

ตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซ (Electronic Commerce) ในประเทศไทยในปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวไม่ต่ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้สนามการแข่งขันอีคอมเมิร์ซในปีนี้คาดว่าจะคึกคักหลังการเข้ามาลงทุนในตลาดดอทคอมของยักษ์อีคอมเมิร์ซญี่ปุ่นอย่างราคูเท็น (Rakuten) ประกอบกับกระแสข่าวการโดดเข้ามาให้บริการอีคอมเมิร์ซของค้าปลีกรายใหญ่ ทำให้ประกอบการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่เหลืออย่าง Weloveshopping.com ในเครือทรู คอร์ป ต้องปรับประบวนยุทธ์เพื่อรับมือการแข่งขัน ด้านตลาดดอทคอมภายใต้การสนับสนุนของราคูเท็นประกาศเดนิหน้าปฏิวัติการให้บริการอีคอมเมิร์ซใหม่หมดโดยนำเทคโนโลยีด้านอีคอมเมิร์ซมาสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยให้สามารถสร้างรายได้ที่แท้จริงจากการทำการค้าออนไลน์

ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยโต
เพิ่มโอกาสธุรกิจให้เอสเอ็มอีบนออนไลน์

มนสินี นาคปนันท์ (ซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ Convergence Web Portal บริษัท ทรู คอร์ปเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของและผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซภายใต้บริการ Weloveshopping.com กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปีนี้คาดว่ายังคงมาแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยหนุนทั้งเรื่องของการเข้ามาของผู้เล่นต่างชาติที่นำทั้งเงินและเทคโนโลยีเข้ามาปฏิวัติวงการอีคอมเมิร์ซในประเทศ และปัจจัยเรื่องของความพร้อมของเทคโนโลยี การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสมาร์ทโฟน รวมถึงความเข้าใจและความเชื่อมั่นใจของผู้บริโภคต่อการซื้อของผ่านออนไลน์

มนสินี นาคปนันท์ (ซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ Convergence Web Portal บริษัท ทรู คอร์ปเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของและผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซภายใต้บริการ Weloveshopping.com

คาดว่ามูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปีนี้จะโตอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ สำหรับทรู คอร์ปเองตั้งเป้าการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซว่าจะโตไม่ต่ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน โดยเป็นอัตราการขยายตัวของศัภยภาพธุกิจอีคอมเมิร์ซโดยรวมของทั้งบริษัท และในปีนี้ Weloveshopping.com ได้ปรับปลี่ยนกลุยทธ์ทารทำตลาดอีคอมเมิร์ซด้วยการขยายบริการอีคอมเมิร์ซโซลูชั่น (E-Commerce Soltuion and Platform) ไปเน้นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SME) มากขึ้นบริการ เพื่อขยายฐานธุรกิจร้านค้าที่จะเข้ามทำธุรกิจบนออนไลน์ นอกจากนี้ยังเพิ่มบริการอีคอมเมิร์ซไปยังช่องทางใหม่ๆ อาทิ การทำอีคอมเมิร์ซบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile Commerce)

“ปีนี้ปัจจัยบวกต่างๆ พร้อมหนุนให้ตลาดอีคอมเมิร์ซโตดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เชื่อแน่ว่าการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซปีนี้ส่วนหนึ่งจะถูกแรงหนุนมาจากการเติบโตของสมาร์ทโฟนและพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยที่เริ่มหันมาใช้บริการโมบายอินเทอร์เน็ตหรือการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเพิ่มมากขึ้น เชื่อแน่ว่าแนวโน้มตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะขยายตัวตามประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นที่ตลาดอีคอมเมิร์ซขยายตัวอย่างมากกจากโมบายอินเทอร์เน็ต ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตราว 22 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้โมบายอินเทอร์เน็ตราว 6 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร”

C2C E-Commerce เทรนใหม่ อีคอมเมิร์ซไทย:
นอกจากนี้ แนวโน้มของการทำอีคอมเมิร์ซในปีนี้จะเริ่มเปลี่ยนจาก C2C (Consumer-to-Consumer) เป็น B2C (Business-to-Consumer) มากขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจจะเริ่มตื่นตัวและให้ความสำคัญกับช่องทางการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น สัดส่วนของผู้ค้าออนไลน์ที่เป็นผู้ค้าที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจจะเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก ซึ่งทาง Weloveshopping.com เองในปีนี้ได้ออกแบบบริการเพื่อเน้นช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาทำอีคอมเมิร์ซได้ง่ายและสะดวกขึ้น จากเดิมที่บริการหลักของ Weloveshopping.com คือการเป็นตลาดกลาง (Market Place) ให้ผู้ขายมาเปิดร้านขายเป็นหลัก มาสู่การคิดบริการที่เป็นโซลูชั่นเน้นสนับสนุนธุรกิจในแต่ละแขนงมากขึ้น โดยเพิ่มบริการที่เน้นการเชื่อมต่อระบบอีคอมเมิร์ซเข้ากับระบบไอทีของธุรกิจนั้นเพื่อให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลการขายจากหน้าร้านออนไลน์ไปยังระบบอื่นๆ ของธุรกิจนั้นๆ อาทิ ระบบสต็อกสินค้า ระบบคลังสินค้า และระบบการขนส่ง เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทยังเพิ่มบริการออกแบบหน้าตาเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจที่แตกต่างกัน

Weloveshopping.com

“นอกจากบริการใหม่ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อมุ่งเน้นให้บริการลูกค้าที่เปป็นองค์กรธุรกิจแล้ว เรายังมีบริการที่สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการ “ซื้อ” สินค้าออนไลน์มากขึ้น นั่นคือ ‘We Trust’ เป็นบริการประกันการซื้อขายฝ่ายการผสมผสานระบบการชำระเงินของทรูมันนี่ (True Money) ที่นอกจากจำอำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อสินค้าที่ Weloveshopping.com สามารถมีช่องทางการชำระเงินที่มากและครบทุกช่องทางแล้วยังรับประกันคืนเงินหากลูกค้าไม่ได้รับสินค้า หรือได้รับสินค้าที่ไม่ตรงกับที่สั่งไป” มนสินีกล่าว

Weloveshopping.com ปรับกลยุทธ์
หนุนเอสเอ็มอีทำอีคอมเมิร์ซ:
มนสินี กล่าวเสริมว่า เดิมทีบริษัทเน้นการบริการเช่าพื้นที่บนออนไลน์เป็นบริการหลัก จากนั้นก็จะขายบริการเสริมหลักๆ ได้แก่ บริการระบบชำระเงินและบริการบริหารระบบคำสั่งซื้อ แต่จากนี้ไปบริษัทจะเน้นบริการที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ขายที่เป็นธุรกิจมากขึ้น โดยที่จะเปิดส่วนโซนร้านค้า (Section) ใหม่ขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจในประเภทนั้นๆ อาทิ ที่เปิดไปแล้วคือ Section ‘Brands’ และ Section ‘Trend & Design’ สำหรับสินค้าแบรนด์เนม และสินค้าที่เน้นดีไซน์ เป็นต้น

บริการ ‘C2C Mobile E-Commerce’

บริการสุดท้ายที่ทรูฯเตรียมจะเปิดตัวช่วงปลายปีก็คือ บริการ ‘C2C Mobile E-Commerce’ ที่จะให้ผู้ขายซึ่งเป็นใครก็ได้ที่อยากจะขายของแค่เพียงชิ้นเดียวก็สามารถได้ง่ายผ่านสมาร์ทโฟน มนสินี กล่าวว่า ผู้ขายจะต้องลงทะเบียนกับ Weloveshopping.com ด้วยชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ รูป ราคาและรายละเอียดของสินค้าจากนั้นก็ทำการโพสต์ข้อมูลขึ้นเพื่อทำการขายบน Weloveshopping.com ได้ทันที

“เนื่องจากแนวโน้มของการใช้มือถือเพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีเพิ่มมากขึ้น เรามองว่าตรงนี้คือช่องว่างทางการตลาดที่จะสามารถเติบโตได้อีกมาก ซึ่งเราเองมีระบบอีคอมเมิร์ซทั้งหน้าร้านและหลังร้านที่ดีอยู่แล้วสามารถที่จะนำบริการใหม่นี้มาต่อเชื่อมได้ทันที ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินนค้าที่ Weloveshopping.com ไม่ว่าจะซื้อจากผู้ค้าที่เป็นบริษัทหรือบุคคลธรรมดาก็จะได้รับความสะดวกในการชำระเงิน การรับของ และสามารถมั่นใจได้ในระบบรับประกันคุณภาพสินค้า” มาสินีกล่าว

ปัจจุบัน Weloveshopping.com มีร้านค้าอยู่ราว 200,000 ราย และมีลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมที่เว็บไซต์มากถึงวันละ 180,000 คน ซึ่งที่ผ่านมามีมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ประมาณ 9,000 ล้านบาท โดยนปีนี้บริษัทตั้งเป้าว่าจะเติบโตประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เป็น 12,000 ล้านบาทในปีนี้

“ยอดเม็ดเงินที่จะสะพัดบนเว็บไซต์ในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ แต่โดยรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซเราจะโต 40 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เป็นการเติบโตของจำนวนผู้ค้าที่เพิ่มเข้ามา จำนวนผู้ซื้อ จำนวนสินค้า และจำนวนรายการซื้อขาย แต่เนื่องจากปีนี้เราจะขยายไปโมบายคอมเมิร์ซดังนั้นมูลค่30 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ าต่อรายการซื้อขายจะมีขนาดเล็กลง” มนสินีกล่าว

ตลาดดอทคอมปรับโฉม…เน้นบริการครบวงจร มุ่งสร้างยอดขายให้ร้านค้า:
ด้านตลาดดอทคอมหลังการเข้ามาลงทุนของราคูเท็นก็มีการปรับแปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่เช่นกัน ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด กล่าวว่าปีนี้อีคอมเมิร์ซในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ 3 ของอีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นยุคอีคอมเมิร์ซสมบูรณ์แบบ นั่นคือ เป็นการค้าออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ที่ทุกรายการค้าขายเกิดขึ้นและจบลงบนออนไลน์ (Total Online Transaction)

www.tarad.com

“อีคอมเมิร์ซยุคนี้เป็นของผู้ประกอบการตัวจริงที่เอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ผู้ประกอบการสมัครเล่นที่ทำอีคอมเมิร์ซเป็นอาชีพเสริมหรืองานอดิเรก” ภาวุธกล่าว

การเข้ามาของ “ราคูเท็น” ทำให้ตลาดอทคอมเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการอีคอมเมิร์ซจากการให้ “เช่า” พื้นที่ (Space) ในห้างสรรสินค้าบนโลกออนไลน์ไปสู่การนำเสนอบริการครบวงจร (Total Solutions) ให้กับผู้ประกอบการ และได้เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ www.tarad.com จากการเป็นเพียงห้างสรรพสินค้าออนไลน์ให้ร้านค้าเข้ามาเช่าพื้นที่ขายของไปสู่การเป็นศูนย์รวมร้านค้า (Premium Mall) ที่มีบริการทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการแบบครบครัน

“เดิมที่ตลาดดอทคอมให้บริการเฉพาะพื้นที่บน www.tarad.com เท่านั้น โดยบริษัทไม่ได้เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในยอดขายของผู้เช่าหน้าร้านออนไลน์ และบริการหลักคือให้เช่าพื้นที่ขายของบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น รายได้หลักของตลาดดอทคอมจึงมาจาก “ค่าเช่า” หน้าร้านออนไลน์ และรายได้จากบริการเสริม คือ รายได้จากการขาย บริการเสริมอื่นๆ และบริการฝึกอบรมหากผู้ประกอบการมีความต้องการเพิ่ม” ภาวุธกล่าว

ปัจจุบันรูปแบบธุรกิจของตลาดดอทคอมได้เปลี่ยนใหม่หมด สินค้าและบริการหลักของตลาดดอทคอมคือการขายโซลูชั่นอีคอมเมิร์ซครบให้กับผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มีรายได้จากการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซมากที่สุด ผ่านการผลักดันและความช่วยเหลือทางการตลาดแบบ 360 องศาจากตลาดดอทคอม ภายใต้โซลูชั่นอีคอมเมิร์ซครบวงจรที่ตลาดดอทคอมนำเสนอนั้น ประกอบไปด้วยบริการ 4 ส่วนหลัก ได้แก่ ระบบอีคอมเมิร์ซของตลาดดอทคอม (Tarad Merchant System: TMS) ระบบการรับชำระเงินออนไลน์ (Online Payment System) การจัดส่งสินค้า (Logistic) และการตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

“กลยุทธ์หลักของตลาดดอทคอม คือการสนับสนุนผู้ประกอบการ (Merchant) ในขณะที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าออนไลน์ให้กับผู้ซื้อไปในเวลาเดียวกัน ฉะนั้น เราจะสนับสนุนผู้ขาย และปกป้องผู้ซื้อ เพื่อให้ระบบนิเวศของอีคอมเมิร์ซเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด” ภาวุธกล่าว

การตลาดออนไลน์ ….ปัจจัยความสำเร็จอีคอมเมิร์ซ:
ภาวุธ เน้นว่าความสำเร็จของการค้าขายไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์ก็คือ การทำการตลาด ที่ผ่านมาตลาดดอทคอมไม่มีนโยลายลงไปช่วยผู้ขายทำการตลาดเพื่อกระตุ้นการซื้อ แต่ภายใต้โซลูชั่นครบวงจรที่บริษัทนำเสนอนี้การลงไปช่วยผู้ขายทำการตลาดออนไลน์เป็นอีกหนึ่งบริการหลักที่ตลาดดอทคอมมีให้กับผู้ประกอบการ โดยบริษัทจะแต่งตั้งและมอบหมายให้มี “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่เรียกว่า E-Commerce Consultant สำหรับทุกๆ ร้านค้าบน Tarad.com โดยผู้ช่วยเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ความช่วยเหลือทางทุกอย่าง ตั้งแต่การขาย ไปจนถึงการบริการและการตลาด อาทิ ช่วยคิดโปรโมชั่นหรือแคมเปญทางการตลาดให้กับผู้ขาย ให้คำปรึกษาเรื่องการทำการตลาดผ่านอีเมล์ ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น

Online Marketing

นอกจากนี้ตลาดดอทคอมได้สร้างระบบ Trust Mark ขึ้นในชุมชนตลาดออนไลน์ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อที่มาซื้อสินค้าออนไลน์ที่ www.tarad.com โดยการรับประกันคืนเงินให้ในกรณีผู้ซื้อซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับของ โดยมีวงเงินคืนสูงสุดถึง 50,000 บาท

“กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของบริการโซลูชั่นครบวงจรนี้ คือ เอสเอ็มอี ที่มีสินค้าพร้อมจำหน่าย ตลาดดอทคอมจะคิดค่าเช่าและค่าธรรมเนียมระหว่าง 4-6 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายในแต่ละรายการขายที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการที่จะเข้ามาใช้บริการ Premium Mall ที่ www.tarad.com ได้นั้นจะต้องมีสินค้าในสต็อกพร้อมจัดส่งอย่างน้อย 50 รายการสินค้า” ภาวุธกล่าว

ในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการที่ย้ายมาจากระบบเก่าส่วนหนึ่งและเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซในสัดส่วน 50:50 จากเป้าหมายยอดร้านค้าทั้งสิ้น 3,000- 4,000 ร้านค้าที่คาดว่าจะมาใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจร และเป้าหมายโดยรวมของตลาดดอทคอมคือการสร้างยอดขายรวมของร้านค้าทั้งหมดใน www.tarad.com ให้ได้ 5,000 ล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย

แนวโน้มการเติบโตและพัฒนาการของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยในปีนี้ จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีไทยมีเครื่องมือทางธุรกิจที่มีศักยภาพ ที่เข้าถึงฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อที่ใหญ่ขึ้น นับว่าเอสเอ็มอีคือผู้ที่จะได้รับอานิสงค์จากการขยายาตัวของอีคอมเมิร์ซนั่นเอง

View :1773

จุดเปลี่ยนอีคอมเมิร์ซไทย…

June 21st, 2010 No comments

อาจกล่าวได้ว่าปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซ (Electronics Commerce: E-Commerce) ของไทยเมื่อผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อย่างตลาดดอทคอม (Tarad.com) ประกาศเดินหน้านำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซจากหุ้นส่วนธุรกิจอย่าง Rakuten ยักษ์การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบอร์หนึ่งจากแดนปลาดิบมายกระดับบริการอีคอมเมิร์ซให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอี (Small and Medium Enterprise: SME) ในไทย

แม้ว่าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยจะถือกำเนิดมานานมากกว่าทศวรรษแล้วก็ตาม แต่ที่ผ่านอีคอมเมิร์ซในไทยนั้นถือว่ายังไม่ใช่อีคอมเมิร์ซอย่างแท้จริง แต่นับจากนี้ไป ตลาดดอทคอมจะนำเทคโนโลยีด้านอีคอมเมิร์ซมาสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยให้สามารถสร้างรายได้ที่แท้จริงจากการทำการค้าออนไลน์…

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด

อีคอมเมิร์ซยุค 3: Total Online Transaction

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด กล่าวว่า หากจะนิยามยุคสมัยของอีคอมเมิร์ซแล้วปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ 3 ของอีคอมเมิร์ซ ซึ่งยุคที่ 3 เป็นยุคที่ทุกธุรกรรมของอีคอมเมิร์ซเกิดขึ้นและเสร็จสิ้นลงบนโลกออนไลน์อย่างแท้จริง (Total Online Transaction) ทั้งนี้อีคอมเมิร์ซในยุคที่ 1 คืออีคอมเมิร์ซแบบคลาสสิฟรายด์ (Classified E-Commerce) และอีคอมเมิร์ซในยุคมา คือ อีคอมเมิร์ซยุคแคทตาล็อก (Catalog E-Commerce) ซึ่งเป็นการทำอีคอมเมิร์ซกึ่งออนไลน์และกึ่งออฟไลน์

“อีคอมเมิร์ซไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นยุคอีคอมเมิร์ซสมบูรณ์แบบ นั่นคือ เป็นการค้าออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ที่ทุกรายการค้าขายเกิดขึ้นและจบลงบนออนไลน์”มิร์ซแบบ ในยุคที่ นึ่ตลาด ยบริการ น ภาวุธ กล่าวว่า ้ซื้อไปในเวลาเดียวกัน สุด รฝึกอบรมหากผู้ประกอบการมีความต้องการเพิ่อง,biNbb,bi

การทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านอีคอมเมิร์ซและองค์ความรู้ด้านการตลาดบนโลกการค้าออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทอย่างมาก อีคอมเมิร์ซมิใช่เป็นเพียงการเปิดหน้าร้านเพื่อขายสินค้าของผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่มีหน้าร้านหรือมีเงินทุนต่ำเท่านั้น แต่อีคอมเมิร์ซ คือธุรกิจที่มีโอกาสทางการตลาดสูงสำหรับเอสเอ็มอีที่ต้องการมีช่องทางการตลาด ช่องทางในการจำหน่ายสินค้าและบริการของตนเองอย่างถาวร ด้วยต้นทุนที่ประเมินกับรายได้ (Cost Efficiency) แล้วคุ้มกว่ามาก

“อีคอมเมิร์ซยุคนี้เป็นของผู้ประกอบการตัวจริงที่เอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ผู้ประกอบการสมัครเล่นที่ทำอีคอมเมิร์ซเป็นอาชีพเสริมหรืองานอดิเรก”

การเข้ามาถือหุ้นของบริษัทราคูเท็น (Rakuten) จำกัด บริษัทที่ดำเนินธุรกิจอี คอมเมิร์ซอันดับ 1 ในญี่ปุ่น และอันดับ 8 ของโลกในบริษัทตลาดดอทคอมจำกัดนั้นไม่ได้หมายถึงเม็ดเงินกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ของการถือครองหุ้น แต่หมายถึงการเข้ามาขององค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านอีคอมเมิร์ซที่จะมายกระดับขีดความสามรถในการสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้กับเอสเอ็มอีของไทย

เพราะการเข้ามาของ “ราคูเท็น” ทำให้ตลาดอทคอมเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการอีคอมเมิร์ซจากการให้ “เช่า” พื้นที่ (Space) ในห้างสรรสินค้าบนโลกออนไลน์ไปสู่การนำเสนอบริการครบวงจร (Total Solutions) ให้กับผู้ประกอบการ และได้เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ www.tarad.com จากการเป็นเพียงห้างสรรพสินค้าออนไลน์ให้ร้านค้าเข้ามาเช่าพื้นที่ขายของไปสู่การเป็นศูนย์รวมร้านค้า (Premium Mall) ที่มีบริการทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการแบบครบครัน

ภาวุธอธิบายเพิ่มว่า เดิมที่ตลาดดอทคอมให้บริการเฉพาะพื้นที่บน www.tarad.com เท่านั้น โดยบริษัทไม่ได้เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในยอดขายของผู้เช่าหน้าร้านออนไลน์ และบริการหลักคือให้เช่าพื้นที่ขายของบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น รายได้หลักของตลาดดอทคอมจึงมาจาก “ค่าเช่า” หน้าร้านออนไลน์ และรายได้จากบริการเสริม คือ รายได้จากการขาย บริการเสริมอื่นๆ และบริการฝึกอบรมหากผู้ประกอบการมีความต้องการเพิ่ม

“ที่ผ่านมาเราขายพื้นที่ ร้านค้าก็เพียงมาเปิดร้านขายของออนไลน์ ส่วนบริการฝึกอบรม หรือบริการระบบชำระเงิน และระบบส่งของ เรามีบริการบ้าง แต่ยังไม่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพเท่ในปัจจุบัน ที่สำคัญ ทุกบริการล้วนเป็นบริการที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเพิ่มเพื่อใช้บริการ ดังนั้น ผู้ประกอบยังไม่มียอดขายก็จะยังไม่ซื้อบริการเหล่านี้”

ทว่านับแต่นี้ต่อไป รูปแบบธุรกิจของตลาดดอทคอมได้เปลี่ยนใหม่หมด สินค้าและบริการหลักของตลาดดอทคอมคือการขายโซลูชั่นอีคอมเมิร์ซครบวงจร (Total E-Commerce Solution) ให้กับผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มีรายได้จากการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซมากที่สุด ผ่านการผลักดันและความช่วยเหลือทางการตลาดแบบ 360 องศาจากตลาดดอทคอม

“กลยุทธ์หลักของตลาดดอทคอม คือการสนับสนุนผู้ประกอบการ (Merchant) ในขณะที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าออนไลน์ให้กับผู้ซื้อไปในเวลาเดียวกัน ฉะนั้น เราจะสนับสนุนผู้ขาย และปกป้องผู้ซื้อ เพื่อให้ระบบนิเวศของอีคอมเมิร์ซเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด”

4 บริการหลักของ Tarad.com

คือ 4 ปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ภายใต้โซลูชั่นอีคอมเมิร์ซครบวงจรที่ตลาดดอทคอมนำเสนอนั้น ประกอบไปด้วยบริการ 4 ส่วนหลัก ได้แก่ ระบบอีคอมเมิร์ซของตลาดดอทคอม (Tarad Merchant System: TMS) ระบบการรับชำระเงินออนไลน์ (Online Payment System) การจัดส่งสินค้า (Logistic) และการตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

ซึ่งระบบ TMS เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่บริษัทพัฒนาและปรับปรุงมาโดยตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่าน ในขณะที่ระบบการรับชำระเงินออนไลน์ของตลาดดอทคอมนั้นมีให้เลือกมากถึง 6 ช่องทาง ได้แก่ รับชำระผ่านบัตรเครดิต ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส โทรศัพท์มือถือ ผ่านเครือข่ายชำระเงินของ PayPal และPaySbuy รวมถึงผ่านตู้เอทีเอ็มและระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ซึ่งตลาดดอทคอมคิดค่าธรรมเนียมระหว่าง 4-6 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายในแต่ละรายการขายที่เกิดขึ้น

บริการต่อมาคือ บริการจัดส่งสินค้าซึ่งถือเป็นหัวใจความสำเร็จของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ ตลาดดอทคอมได้ผูกระบบหลังบ้านกับไปรษณีย์ไทยในการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เช่าของตลาดดอทคอมทุกร้านสามารถเข้าระบบเพื่อตรวจสอบอัตราค่าจัดส่ง(ตามน้ำหนักสินค้า)ได้โดยตรงจากไปรษณีย์ไทย ทำให้ผู้ขายสามารถปิดการขายบนออนไลน์ได้ทันทีหากลูกค้าสนใจจะสั่งซื้อสินค้า

“ในอดีตเราไม่เห็นภาพของการค้าขายอีคอมเมิร์ซแบบนี้ เพราะเราไม่ได้มีบริการแบบนี้ให้ เราแค่สร้างระบบและเปิดพื้นที่ให้ผู้ขายมาเช่าอยู่เปิดร้านค้าขายกันเอง โดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบครันเช่นนี้ ที่สำคัญเราไม่มีการช่วยผู้ขายทำการตลาดผ่านออนไลน์เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายบนอีคอมเมิร์ซ แต่อย่างใด”

ภาวุธ เน้นว่าความสำเร็จของการค้าขายไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์ก็คือ การทำการตลาด ที่ผ่านมาตลาดดอทคอมไม่มีนโยลายลงไปช่วยผู้ขายทำการตลาดเพื่อกระตุ้นการซื้อ แต่ภายใต้โซลูชั่นครบวงจรที่บริษัทนำเสนอนี้การลงไปช่วยผู้ขายทำการตลาดออนไลน์เป็นอีกหนึ่งบริการหลักที่ตลาดดอทคอมมีให้กับผู้ประกอบการ โดยบริษัทจะแต่งตั้งและมอบหมายให้มี “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่เรียกว่า E-Commerce Consultant สำหรับทุกๆ ร้านค้าบน Tarad.com โดยผู้ช่วยเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ความช่วยเหลือทางทุกอย่าง ตั้งแต่การขาย ไปจนถึงการบริการและการตลาด อาทิ ช่วยคิดโปรโมชั่นหรือแคมเปญทางการตลาดให้กับผู้ขาย ให้คำปรึกษาเรื่องการทำการตลาดผ่านอีเมล์ ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น

“เดิมที่เราไม่มีบริการทั้งหมดนี้ให้ ใครใคร่ขายอะไรขายอย่างไรแล้วแต่เขา เราเก็บแค่ค่าเช่าร้านค้าออนไลน์รายเดือนๆ ละไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น แต่ภายใต้โมเดลธุรกิจแบบใหม่เราไม่ได้ให้เช่าพื้นที่อย่างเดียว เราจะช่วยทำยอดด้วย ซึ่งลูกค้าเราโต เราก็โตด้วย เราจะโตไปด้วยกัน เพราะเราเชื่อว่าความสำเร็จของลูกค้าเรา คือ ความสำเร็จของเรา”

Tarad.com ตั้งเป้าช่วย SME ไทยค้าออนไลน์

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของบริการโซลูชั่นครบวงจรนี้ คือ เอสเอ็มอี ที่มีสินค้าพร้อมจำหน่าย และการใช้บริการ Premium Mall ที่ www.tarad.com นั้นผู้ประกอบการจะต้องมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น คือ ค่าเช่ารายเดือน ซึ่งค่าเช่าส่วนนี้จะเกิดขึ้นทันทีแม้ว่าจะยังไม่มียอดขาย เพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นต้นทุนในการบริหารจัดการอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ตลาดดอทคอมนำเสนอ ค่าเช่ารายเดือนนี้เริ่มต้นตั้งแต่ 1,500 บาทต่อเดือน สำหรับสินค้าไม่เกิน 500 ชิ้น 3,000 บาทต่อเดือนสำหรับสินค้าไม่เกิน 1,000 ชิ้น และ5,000 บาทต่อเดือนสำหรับสินค้าจำกัดจำนวน และในทุกๆ รายการขายที่เกิดขึ้นจริงผู้ประกอบจะต้องเสียค่าธรรมเนียม (Transaction Fee) ในอัตรา 4-6 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายนั้นๆ

“ตัวอย่างความสำเร็จของผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้ระบบของตลาดอทคอม อาทิ ร้านขายราวตากผ้าที่สนามหลวงสอง ยอดขายเพิ่มขึ้น 5,000 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ร้านขายวิกผม ยอดเพิ่มก้าวกระโดดเช่นกันถึง 1,000 เปอร์เซ็นต์ ที่ยอดเพิ่มมากขนาดนี้ เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้เชื่อและทำตามที่เราแนะนำ ตั้งแต่การออกแบบ ตกแต่งหน้าร้านค้าออนไลน์ ไปจนถึงออกแบบโปรโมชั่นและแคมเปญการตลาด”

ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาใช้บริการ Premium Mall ที่ www.tarad.com ได้นั้นจะต้องมีสินค้าในสต็อกพร้อมจัดส่งอย่างน้อย 50 รายการสินค้า ปัจจุบัน มีร้านค้าย้ายจากแพลตฟอร์มเดิมมาสู่แพลตฟอร์มใหม่นี้แล้วหลายราย และแต่ละราย ภาวุธ บอกว่า ยอดขายเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นถึง 200เปอร์เซ็นต์ เป้าหมายในปีนี้ ภาวุธมองว่าน่าจะมีผู้ประกอบการที่ย้ายมาจากระบบเก่าส่วนหนึ่งและเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซในสัดส่วน 50:50 จากเป้าหมายยอดร้านค้าทั้งสิ้น 3,000- 4,000 ร้านค้าที่คาดว่าจะมาใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจร และเป้าหมายโดยรวมของตลาดดอทคอมคือการสร้างยอดขายรวมของร้านค้าทั้งหมดใน www.tarad.com ให้ได้ 5,000 ล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย

ทั้งนี้ยอดขายดังกล่าวจะมาจากจำนวนร้านค้าที่ทยอยเข้ามาทำอีคอมเมิร์ซกับตลาดดอทคอมภายใต้รูปแบบใหม่ที่กล่าวมานี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปัจจุบันตลาดดอทคอมมีฐานผู้ซื้อสินค้า หรือที่เรียกว่า Tarad Member อยู่ราว 2 ล้านราย ทั้งนี้ตลาดดอทคอมได้สร้างระบบ Trust Mark ขึ้นในชุมชนตลาดออนไลน์ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อที่มาซื้อสินค้าออนไลน์ที่ www.tarad.com โดยการรับประกันคืนเงินให้ในกรณีผู้ซื้อซื้อสินค้าแล้วไมได้รับของ โดยมีวงเงินคืนสูงสุดถึง 50,000 บาท

หากผู้ประกอบการรายใดยังไม่พร้อมที่จะย้ายหรือก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรนี้ ตลาดดอทคอมมีทางเลือกให้ผู้ประกอบการ โดยตลาดดอทคอมยังคงบริการเช่าพื้นที่ร้านค้าออนไลน์อย่างเดียวโดยไม่มีบริการสนับสนุน ส่งเสริมการขายใดใด เพราะในระบบเดิมนี้ตลาดดอทคอมมีร้านค้าอยู่ประมาณ 180,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียงครึ่งเดียวที่ยังคงดำเนินธุรกิจค้าขายออนไลน์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

คงจะไม่ผิดหากจะกล่าวว่าการปรับกลยุทธ์ในครั้งนี้ของเจ้าตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างตลาดอดอทคอม เป็น “จุดเปลี่ยน” ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ที่เดินมาถึงจุดอิ่มตัวของการทำอีคอมเมิร์ซแบบเดิม และเชื่อแน่ว่าต่อจากนี้ไปอีคอมเมิร์ซจะเป็นโอกาสและช่องทางทำธุรกิจที่สำคัญให้กับธุรกิจของไทยอย่างแน่นอน….

View :1837