Archive

Author Archive

ธอมัสไอเดียชี้แนวโน้มดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งและอีคอมเมิร์ซปีหน้าระอุ แนะใช้กลยุทธ์ชิงพื้นที่ดิจิตอลแพลตฟอร์มครบวงจรเข้าถึงผู้บริโภค

December 21st, 2011 No comments

ธอมัสไอเดีย อินเตอร์แอคทีฟเอเยนซี่ชั้นนำของไทย ชี้แนวโน้มดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งของไทยปีหน้าเร่งเครื่องเต็มอัตราศึก หลังพิสูจน์ด้วยจำนวนผู้บริโภคที่แอคทีฟบนโลกออนไลน์ของไทยที่โตก้าวกระโดด ความนิยมในโซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมทั้งพฤติกรรมการหาข้อมูลและเสพข่าวสารผ่านสื่อดิจิตอลมากขึ้น แม้ในยามวิกฤตยิ่งพบว่าสื่อออนไลน์เป็นช่องทางที่ทรงพลังมากที่สุด แนะผู้ประกอบการและองค์กรต้องระดมใช้กลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งให้ครบทุกแพลตฟอร์ม คาดส่วนแบ่ง

งบการตลาดปีหน้าพุ่ง 5-15% ในขณะที่มูลค่าสื่อโฆษณาออนไลน์มีสัดส่วน 2-5% ของมูลค่าสื่อโดยรวม เหตุจากจำนวนผู้บริโภคและปัจจัยสนับสนุนรวมทั้งเทคโนโลยีพร้อมรองรับการใช้งานมากขึ้น

อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธอมัสไอเดีย จำกัด


อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธอมัสไอเดีย จำกัด เผยว่าสาเหตุที่ปีหน้า 2012 จะเป็นปีที่การแข่งขันของกลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งดุเดือดมากขึ้นว่า “เนื่องจากผู้ประกอบการมีความเข้าใจ และวงการสื่อเองเริ่มมีความพร้อมในการเปิดบริการใหม่ๆ รองรับสื่อออนไลน์สูงขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคก็พร้อมและมีพฤติกรรมคุ้นชินกับการใช้ชีวิตออนไลน์ ทำให้นักการตลาดกล้าตัดสินใจใช้และวางแผนอย่างจริงจังมากขึ้นในปีหน้า หลังจากใช้เวลาปรับตัวและศึกษามานานกว่า 2 ปีแล้ว”

สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ง่าย และตอบคำถามของนักการตลาดได้ดีที่สุด คือ ตัวเลขของสมาชิกบนโซเชียลมีเดียทั้งหลาย อาทิ ข้อมูลโซเชียลเน็ตเวิร์คที่คงอันดับ 1 ยังเป็นเฟซบุ๊คอยู่เช่นเดิม ด้วยจำนวนสมาชิกคนไทยบนเฟซบุ๊คที่มี

กว่า 13.3 ล้านคน แบ่งประเภทของผู้ใช้ตามวัย พบว่าช่วงอายุ 18-24 ปี 34% และ 25-34 ปี 29% ส่วนบนทวิตเตอร์มีสมาชิกกว่า 8.5 แสนคน และยูทูบมีผู้เข้าใช้งานต่อวันมากกว่า 5 ล้าน ยิ่งในช่วงที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมพบว่าคนส่วนใหญ่หันมาใช้สื่อออนไลน์ในการหาข้อมูลและติดต่อกัน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน

“นอกจากจำนวนพื้นที่ในสื่อออนไลน์ต่างๆ จะถูกจับจอง นักการตลาดก็หันมาใช้กลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งในแพลตฟอร์มที่หลากหลายมากขึ้นในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คกับบทบาทของ Call Center แคมเปญออนไลน์ต่างๆ การสื่อสารและกิจกรรมโปรโมชั่นบนโลกเสมือนที่ไม่แตกต่างจากโรดโชว์ ทำให้ลูกค้าหรือเป้าหมายรับรู้เรื่องแบรนด์และคุ้นเคยจนนำไปสู่การซื้อขายสินค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซที่สมบูรณ์แบบ สร้างรายได้มหาศาลในเวลาไม่นาน นี่คือ พลังของดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งที่เกิดขึ้นจริงแล้วในบ้านเรา ทำให้ปี 2012 จะเป็นปีที่นักการตลาดขับเคี่ยวกันบนโลกออนไลน์เข้มข้นกว่าเดิม ด้วยงบประมาณ กลยุทธ์และแผนการตลาดที่สร้างสรรค์อย่างจริงจัง” อุไรพรกล่าว

เพื่อเป็นการแนะนำให้นักการตลาดพร้อมรับศึกการตลาดออนไลน์ที่ทรงอิทธิพลในปีใหม่นี้ อุไรพร ในฐานะดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งกูรูที่คลุกคลีวงการออนไลน์มากกว่า 10 ปี ได้รวบรวมข้อมูลมาสรุปเป็นดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเทรนด์ของปี 2012 ดังนี้

1) ไล่ให้เจอกลยุทธ์ออนไลน์ที่ “ใช่”

DIGITAL MARKETING STRATEGY – Corporate Wants to Get It Right

กลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง – องค์กรต้องคัดสรรกลยุทธ์ที่เหมาะกับตน และทำอย่างไรให้ได้ผลเลิศ

องค์กรเริ่มมีความเข้าใจในการตลาดออนไลน์และโซเชียลมีเดียจากการใช้งานจริงแล้ว แต่นักการตลาดต้องมองหาสูตรสำเร็จที่เหมาะกับสินค้าและบริการของตน อาทิ นโยบายที่กำหนดรูปแบบการสนทนาในเฟซบุ๊ค การสร้างแคมเปญออนไลน์ และข้อปฏิบัติเมื่อเกิดวิกฤตหรือมีข้อความเชิงลบ (Negative Message) เกิดขึ้นในโซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็นต้น จนถึงการเชื่อมดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งบนแพลตฟอร์มให้ทำงานได้ครบวงจร เช่น Search, Social Media, e-Mail Marketing, Mobile Marketing ฯลฯ ดังนั้น การกำหนดนโยบายเชิงกลยุทธ์การตลาดออนไลน์นี้ ต้องขยายผลไปยังโซเชียลเน็ตเวิร์ค ให้ลูกค้ากลับมาหาอย่างต่อเนื่อง (Repeat Visit) ในเฟซบุ๊ค หรือเว็บไซต์ แล้วพัฒนาความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับลูกค้าสู่การทำการตลาดและการซื้อสินค้าได้จริง

2) ใช้อินติเกรตดิจิตอลแพลตฟอร์มสร้างเครื่องมือทรงพลัง

DIGITAL PLATFORM INTEGRATION – Social Everywhere

การใช้ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งให้สอดประสานในทุกช่องทางออนไลน์ เชื่อมโซเชียลในทุกพื้นที่สื่อออนไลน์

หลังจากที่องค์กรใช้และติดตามการทำงานของช่องทางออนไลน์ที่หลากหลาย เพื่อการสื่อสารและการทำธุรกิจในทุกช่องทาง หากมีการนำมาอินติเกรตกันได้เป็นอย่างดีแล้ว จะทำให้การทำงานของออนไลน์แพลตฟอร์มทั้งหมดเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายที่ทรงพลังทางการตลาดได้อย่างคาดไม่ถึง ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ แคมเปญออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และ e-CRM เป็นต้น เพราะเทคโนโลยีอินเตอร์แอคทีฟในแต่ละแพลตฟอร์มเป็นเสมือนตัวช่วยให้นักการตลาดวิเคราะห์ ทำการตลาดและขยายผลด้วยกลไกอัตโนมัติได้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว

3) วัดผลความสำเร็จของโซเชียลมีเดียด้วยเป้าหมายธุรกิจที่ตั้งไว้

SOCIAL MEDIA FOR BUSINESS RESULT – More Business Focus, More Measurable

โซเชียลมีเดียเป็นที่ยอมรับ แต่จะดีกว่าไหมถ้าผลลัพธ์เหนือความแรงพิชิตเป้าหมายให้นักการตลาดด้วย

แม้ว่าจำนวนสมาชิกในเฟซบุ๊คหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ขององค์กร สะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งที่สร้างฐานการสื่อสารได้ในระยะแรก แต่ในปีหน้าที่มีการแข่งขันสูง เป้าหมายที่แท้จริงจึงไม่ใช่ปริมาณอีกต่อไป เพราะนักการตลาดจะหันมาเรียกร้องบทสรุปที่วัดผลทางการตลาดเชิงคุณภาพ และการสร้าง Sales Lead มากขึ้น นอกจากนี้ การเปรียบเทียบข้อมูลทางการตลาด (Benchmark) กับคู่แข่งและธุรกิจใกล้เคียง ยังเป็นข้อมูลที่ซับซ้อน แต่ระบบอินเตอร์แอคทีฟของโซเชียลมีเดียก็มีคุณสมบัติที่เอื้อให้ผู้เชี่ยวชาญใช้วิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูล หาผลลัพธ์จากแคมเปญหรือการประชาสัมพันธ์ได้

4) สร้างแรงดึงดูดให้ผูกพันธ์กับแบรนด์ด้วย Branded Content

BRANDED CONTENT – Better Quality Reach with Engaging Conversations

ปรากฏการณ์กระชับวงล้อมรอบตัวผู้บริโภคด้วย Branded Content ผ่านสื่อออนไลน์มีเดียที่หลากหลาย

คุณลักษณะเด่นของสื่ออินเตอร์แอคทีฟ คือ การถ่ายทอด Branded Content ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างประสบการณ์ผู้บริโภคผ่านเรื่องราว (Story) ในรูปแบบ Web Video, Webisode, Web Movie หรือ การสร้าง Lifestyle App, e-book, หรือ Game ล้วนเป็นสิ่งดึงดูดผู้บริโภคให้เข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น และง่ายยิ่งขึ้นเมื่อเนื้อหานั้นอยู่ในระยะประชิดตัวตลอดเวลาอย่างมือถือ แทบเล็ต แถมผู้บริโภคยังพร้อมให้เวลาส่วนตัวและยินดีที่จะแนะนำต่อให้เครือข่ายด้วยเทคโนโลยีในการถ่ายทอดแสนสะดวก การได้อินเตอร์แอคกับเนื้อหาของแบรนด์ จะสร้างการจดจำและเข้าใจแบรนด์ได้ดี

5) ซื้อง่ายขายคล่องบนโลกอีคอมเมิร์ซ

E/F/M-COMMERCE – Anytime & Anywhere

ราคาโดนใจ ช้อปง่าย ได้ของไว จุดเปลี่ยนร้านค้าเพื่อผู้บริโภค ผ่านเครื่องมืออีคอมเมิร์ซที่แสนสะดวก

E-commerce, F-Commerce, M-commerce เริ่มเป็นที่คุ้นเคยของผู้บริโภคที่นิยมการช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งแบรนด์ควรให้ความสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มรองรับความต้องการซื้อของผู้บริโภค หากผู้บริโภคสนใจสินค้าที่กำลังค้นหาออนไลน์ ต้องซื้อได้ทันที เทรนด์นี้เป็นที่น่าสนใจของนักการตลาด เพราะเร่งยอดขายได้และถูกใจผู้บริโภค สินค้าที่อยู่ในลิสต์ยอดนิยม ได้แก่ บันเทิง-เพลง-ภาพยนตร์ หนังสือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแฟชั่น ส่วนช่องทางที่น่าลงทุนสร้างระบบมากที่สุด คือ M-Commerce ที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายจากสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต

6) เข้าใจดิจิตอลเทคโนโลยีและเลือกช่องทางเพื่อแจ้งเกิดในใจผู้บริโภค

DEVICE + APP + TECHNOLOGY – Consumer Takes Choices; Corporate Takes Chances

อุปกรณ์สื่อสาร แอพพลิเคชั่นและเทคโนโลยี โอกาสที่ท้าทายของนักการตลาด

ตัวแปรที่ผลักดันให้ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งในประเทศไทยมีความสำคัญ คือ อุปกรณ์มือถือ แอพพลิเคชั่นและเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้บริโภคต้องเลือก ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต หรือค่ายมือถือและแอพที่เกี่ยวข้อง ล้วนแต่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปด้วย เมื่อมีช่องทางและเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น อย่าลืมว่าในมุมมองของผู้บริโภคการมีตัวเลือกเยอะเป็นสิ่งดี เพราะช่วยเรื่องการแข่งขันด้านกลไกราคาและคุณภาพของสินค้าหรือบริการ แบรนด์อื่นก็เข้ามาชิงพื้นที่ได้ นักการตลาดต้องตัดสินใจในเรื่องเงินลงทุนและช่องทางโฆษณาให้เหมาะสม

7) เร่งยอดขายด้วยโปรโมชั่นออนไลน์ที่สดใหม่ได้ทุกวัน

SHORT-TERM PROMOTION – As Hot as Deal!

แคมเปญออนไลน์กระตุ้นใจนักช้อป ด้วยการลดเฉพาะกิจหรือแจกคูปองออนไลน์ ยิ่งซื้อก็ยิ่งมีโปรโมชั่นตามมาอย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้ เวลาซื้อของผู้บริโภคไม่ได้เสิร์ชหาข้อมูลหรือถามความเห็นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองหาแคมเปญลดราคาออนไลน์ที่มีทั้งร้านและสินค้าให้เลือกมากมายที่ปลายนิ้ว เพียงแต่นักการตลาดรายใดที่จะสร้างโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดผู้บริโภคได้เร้าใจกว่า ถูกใจกว่า และมีความถี่อย่างต่อเนื่อง ผ่านช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ของห้าง และโซเชี่ยลมีเดียแบรนด์เพจ ก็จะพิชิตยอดขายได้มากกว่า ตัวอย่างเช่น Flash Deal หรือ Deal of the Day เป็นสิ่งที่ทุก e-Shop ควรสร้างขึ้นเพื่อดึงดูดให้เกิด Daily Visit จากนักช้อป แม้แต่ e-coupon ที่ยังคงมาแรง ดังนั้น แบรนด์หรือองค์กรต้องพึ่งนักการตลาดที่ตัดสินใจรวดเร็วและมีทักษะบริหารจัดการได้ทั้งระบบปฏิบัติการออนไลน์และออฟไลน์คู่ขนานกัน เพื่อสร้างมาตรฐานของร้านค้าให้เป็นที่จดจำและซื้อซ้ำอีก

“ปัจจุบันข้อจำกัดเรื่องความไม่เข้าใจ ไม่กล้าทดลองการตลาดออนไลน์ลดน้อยลงมาก แต่ปัจจัยที่สำคัญที่นักการตลาดต้องตัดสินใจให้เฉียบขาดก่อนลุยแผนกลยุทธ์ตลาดออนไลน์ คือ นโยบายและวิสัยทัศน์ต่อ Integrated Digital Platform ที่มีทั้งเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย แบนเนอร์ แอพพลิเคชั่น โมบาย หรือ แคมเปญออนไลน์ ฯลฯ ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด การลงทุนกับดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง การพัฒนาศักยภาพของทีมวางแผนและทีมปฏิบัติการ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบเพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับส่วนงานขาย ขนส่ง บริการ ฯลฯ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” อุไรพรเสริมท้าย

“สำหรับงบประมาณการตลาดที่เกี่ยวข้อง คาดว่าดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งผ่านช่องทางที่หลากหลายกว่าเดิมน่าจะได้รับการพิจารณาจากส่วนแบ่งงบการตลาดสูงถึง 5-15% ในขณะที่มูลค่าสื่อโฆษณาออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตจากจำนวนอุปกรณ์ มือถือ พฤติกรรมผู้บริโภค และปัจจัยสนับสนุน เช่น ระบบสัญญาณเครือข่าย แหล่งข้อมูลและปริมาณเนื้อหา รวมทั้งความพร้อมของเจ้าของสื่อที่ลงทุนสร้างช่องทางออนไลน์ให้เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ง่ายขึ้น ในปี 2012 เราน่าจะได้เห็นสัดส่วนสื่อออนไลน์มากกว่า 4-5% ของมูลค่าสื่อโดยรวม” อุไรพรสรุป

สำหรับธอมัสไอเดีย ในปีหน้าจะเน้นการให้บริการดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งที่ครบวงจรทั้งระบบครอบคลุมทุกดิจิตอลแพลตฟอร์ม อาทิ วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์พร้อมดำเนินการพัฒนาและบริหารแคมเปญออนไลน์ การวางกลยุทธ์ดิจิตอลมีเดีย การบริหารและวิเคราะห์โซเชียลมีเดียพร้อมต่อยอดเต็มรูปแบบ การสร้างสรรค์ระบบอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ และระบบ CRM ดูแลฐานข้อมูลลูกค้า ต่อเชื่อมกับเว็บไซต์ โมบายล์ และแอพพลิเคชั่น รวมไปถึงการเป็นที่ปรึกษาองค์กรขนาดใหญ่เกี่ยวกับกลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง

View :1889

การกู้ข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่ถูกน้ำท่วม

November 30th, 2011 No comments

เขียนโดย นายเสฏฐวุฒิ แสนนาม
ผู้ให้คำแนะนำคือนายสรณันท์ จิวะสุรัตน์ และนายพรพรหม ประภากิตติกุล
หน่วยงาน: สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน)

จาก เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ของหน่วยงาน สถานประกอบการ หรือบุคคลทั่วไป หลายแห่งจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งอาจมีข้อมูลที่สำคัญอยู่ในฮาร์ดดิสก์ และมีความจำเป็นต้องทำการกู้ข้อมูล (Data recovery) เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดยเร็วที่สุด แต่การกู้ข้อมูลนั้นมีหลายสิ่งที่ควรรู้และต้องคำนึงในการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อฮาร์ดดิสก์โดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น การรู้จักการทำงานของฮาร์ดดิสก์ รูปแบบความเสียหาย วิธีการการแก้ไข และขั้นตอนการปฏิบัติในการกู้ข้อมูล ก็จะสามารถช่วยป้องกันความเสียหายและเพิ่มโอกาสในการกู้ข้อมูลกลับคืนมาได้

โครงสร้างการทำงานของฮาร์ดดิสก์

ปัจจุบัน มีการใช้งานฮาร์ดดิสก์อยู่ 2 แบบ คือแบบจานแม่เหล็ก และแบบ Solid-state (SSD)ซึ่งทั้ง 2 แบบมีโครงสร้างและการทำงานที่แตกต่างกันส่งผลให้มีความแตกต่างในเรื่องของการเก็บข้อมูลและการกู้ข้อมูลตามไปด้วย

ฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก

ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Hard_drive

นิยม ใช้ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป รวมถึงกล้องวีดีโอบางรุ่น เนื่องจากมีขนาดความจุค่อนข้างสูงและมีราคาที่ลดลงมาอยู่ในระดับที่ไม่สูง มากฮาร์ดดิสก์แบบแม่เหล็กจะใช้แผ่นจานโลหะเพื่อเก็บข้อมูล โดยมีมอเตอร์หมุนอยู่ภายใน และใช้หัวอ่านในการอ่านและเขียนข้อมูลลงในแผ่นจาน ในการอ่านหรือ เขียนข้อมูลจะใช้หลักการเปลี่ยนทิศทางของสนามแม่เหล็ก เพื่อเก็บข้อมูลในรูปแบบของเลขฐาน 2

ใน ขณะที่ฮาร์ดดิสก์ทำงาน หัวอ่านจะลอยอยู่เหนือแผ่นจานประมาณ 10 นาโนเมตร [2] (เส้นผมของมนุษย์มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 99 ไมโครเมตร) แผ่นจานจะหมุนด้วยความเร็วสูง ซึ่งในปัจจุบันมีความเร็วในการหมุนประมาณ 7200 – 10000 รอบต่อนาที (ประมาณ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ดังนั้นหากฮาร์ดดิสก์มีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นในขณะที่หัวอ่านกำลังทำงานก็มีโอกาสสูงที่หัวอ่านจะไปขูดกับแผ่นจานแม่เหล็ก ซึ่งส่งผลให้ฮาร์ดดิสก์เสียหายอย่างถาวรได้

ฮาร์ดดิสก์แบบ Solid-state

ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Solid-state_drive

ฮาร์ดดิสก์ แบบ Solid-state ใช้หลักการเดียวกันกับอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพา เช่น Flash drive ซึ่งเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลรูปแบบใหม่ที่ไม่มีชิ้นส่วนที่เป็นการหมุนหรือหัวอ่านอยู่ภายใน โดยจะเปลี่ยนมาใช้การเก็บข้อมูลบน NAND Chip ซึ่งเป็นการอ่านและเขียนข้อมูลโดยใช้ไฟฟ้าส่งผลให้ฮาร์ดดิสก์แบบ Solid-state สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็กแต่เนื่องจากมีราคาที่ค่อนข้างสูง และมีความจุน้อยกว่าฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก จึงนิยมใช้ในอุปกรณ์ที่ต้องการการพกพาสะดวกและมีน้ำหนักเบา เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุคแบบ Ultra-thin หรือโทรศัพท์มือถือบางรุ่น
ฮาร์ดดิสก์ แบบ Solid-state จะแบ่งพื้นที่ในการเก็บข้อมูลออกเป็นบล็อก (หรือ Cell)ซึ่งแต่ละ
บล็อกมีจำนวนครั้งในการเขียนหรือลบข้อมูลอยู่จำกัด ถ้าใช้ครบจำนวนครั้งที่กำหนดบล็อกนั้นจะไม่สามารถใช้งานได้อีก [4]
นอกจากนี้การเก็บข้อมูลจะไม่ได้เก็บแบบต่อเนื่องเหมือนฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่ เหล็ก แต่จะใช้วิธี Logical mappingซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลที่เก็บอยู่จริงในหน่วยความจำให้เป็นไฟล์ข้อมูล สำหรับคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่วนที่ทำหน้าที่ดังกล่าวเรียกว่า Controller

ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้กับ ฮาร์ดดิสก์
ความเสียหายทางการภาพ (Physical)

ความ เสียหายที่เกิดขึ้นกับฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็กจะเกิดกับส่วนของจานแม่เหล็กที่ใช้สำหรับบันทึกข้อมูล
ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ภายใต้สนามแม่เหล็กที่ความแรงสูงจนข้อมูลที่เก็บอยู่ผิด เพี้ยน หรือหัวอ่านกระแทกกับจานข้อมูล ทำให้เข้าถึงข้อมูลในส่วนนั้นไม่ได้ เป็นต้น
ซึ่งถึงแม้ว่าในขณะที่ปิดเครื่อง หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์จะถูกเก็บให้ไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้วก็ตามแต่การที่ฮาร์ดดิสก์ตกจากที่สูงก็มีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายได้เช่นกัน หากหัวอ่านชำรุดแต่แผ่นจานแม่เหล็กยังสามารถใช้
งานได้อยู่ ก็ยังสามารถให้ผู้เชี่ยวชาญทำการถอดจานแม่เหล็กเพื่อนำไปอ่านข้อมูลออกมาใส่ในฮาร์ดดิสก์อื่นได้ แต่หากแผ่นจานแม่เหล็กชำรุดเสียหายโอกาสที่จะกู้ข้อมูลได้ก็น้อยลงไปด้วย [5] [6]
สำหรับ ฮาร์ดดิสก์แบบ Solid-state ถ้าส่วน Controller เสียหาย การกู้ข้อมูลจะทำได้ยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากการกู้ข้อมูลต้องแกะเอา NAND Chip ออกมาคัดลอกข้อมูลแล้วนำชิ้นส่วนของข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อสร้างตารางข้อมูลใหม่
นอกจากนี้วิธีการเก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์แบบ Solid-state ยังแตกต่างกันออกไปตามวิธีการของผู้ผลิต
ปัจจุบันยังไม่มีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการกู้ข้อมูลในลักษณะนี้ จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทำเท่านั้น [7] [8] [9] [10]
ใน ประเทศไทย มีบริษัทที่ให้บริการกู้ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ในกรณีที่เกิดความเสียหายทางกายภาพ เช่น ศูนย์กู้ข้อมูล IDR หรือ ศูนย์กู้ข้อมูล i-CU เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายในการกู้ข้อมูลก็จะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่กรณี อย่างไรก็ตาม ThaiCERT ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการกู้ข้อมูลดังกล่าว

ความเสียหายทางตรรกะ (Logical)
เป็น ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้งานซึ่งเกี่ยวข้องกับไฟล์หรือระบบโครงสร้างของการเก็บข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น การเผลอลบข้อมูล การ Format ฮาร์ดดิสก์ หรือการเขียนข้อมูลทับซึ่งความเสียหายในส่วนนี้สามารถกู้คืนได้ด้วยซอฟต์แวร์
โดยปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับกู้ข้อมูลอยู่จำนวนมาก ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี เช่น Recuva หรือ TeskDisk เป็นต้น [11]

ทำอย่างไรหากฮาร์ดดิสก์จมน้ำ
หาก ฮาร์ดดิสก์จมน้ำ ไม่ว่าฮาร์ดดิสก์จะเสียหายอย่างไรก็ตามยังพอมีโอกาสที่จะกู้ข้อมูลได้ การกู้ข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่มีความเสียหายทางกายภาพนั้นไม่สามารถทำได้ด้วย ตนเองแต่สามารถขอความช่วยเหลือในการกู้ข้อมูล จากผู้เชี่ยวชาญได้ข้อแนะนำในการปฏิบัติในการเก็บ และจัดส่งฮาร์ดดิสก์ให้กับบริษัทที่ให้บริการ กู้ข้อมูล มีดังนี้

ฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก

ไม่ควรทำการกู้ข้อมูลด้วยตนเองโดยเด็ดขาด เพราะเมื่อฮาร์ดดิสก์จมน้ำหัวอ่านอาจจะไปติดอยู่กับจานข้อมูล ถ้าจ่ายไฟเข้าไปจะเกิดการหมุนของหัวอ่านซึ่งอาจจะไปขูดกับจานข้อมูลทำให้ฮาร์ดดิสก์เสียหายถาวรได้
อย่าทำให้ฮาร์ดดิสก์แห้ง เพราะเมื่อฮาร์ดดิสก์แห้งจะเกิดคราบและเศษฝุ่นเกาะติดอยู่ที่จาน หรือหัวอ่านได้
อย่าทำให้ฮาร์ดดิสก์สั่น สะเทือน เนื่องจากหัวอ่านอาจจะขูดกับแผ่นจาน ทำให้ฮาร์ดดิสก์เสียหายได้
ทำให้ฮาร์ดดิสก์อยู่ในสภาพที่จมน้ำแบบที่ยังคงเป็นอยู่โดยอาจจะนำฮาร์ดดิสก์ใส่ในภาชนะที่ปิดมิดชิด เช่น กล่องโฟม หรือ กล่องใส่อาหาร แล้วส่งให้กับผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการกู้ข้อมูลต่อไป [13]

ฮาร์ดดิสก์แบบ Solid-state

สำหรับ ฮาร์ดดิสก์แบบ Solid-state (หรือ Flash drive) เนื่องจากเป็นแผงวงจร จึงสามารถทนทานต่อการจมน้ำได้บ้าง หากฮาร์ดดิสก์ถูกน้ำควรรีบนำฮาร์ดดิสก์ออกมาทำให้แห้งโดยเร็วด้วยการใช้ พัดลมเป่า ไม่ควรใช้ไดรเป่าผมหรือนำไปตากแดด จากนั้นเมื่อแน่ใจว่าฮาร์ดดิสก์แห้งสนิทแล้ว สามารถนำไปใช้งานต่อได้ แต่หากฮาร์ดดิสก์จมน้ำเป็นเวลานาน มีโอกาสที่จะทำให้แผงวงจรหรืออุปกรณ์ภายในขึ้นสนิมได้ ควรรีบทำให้แห้งแล้วส่งไปยังศูนย์กู้ข้อมูลเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญดำเนิน
การ ต่อไป [14]

การกู้ข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่ ถูกลบหรือเขียนข้อมูลทับ
หากฮาร์ดดิสก์ไม่ได้เสียหายทางกายภาพแต่ข้อมูลสูญหายเนื่องจากอุบัติเหตุในระหว่างการใช้งาน เช่น การเผลอลบไฟล์เอกสารสำคัญ หรือฮาร์ดดิสก์ถูก Format ยังสามารถใช้ซอฟต์แวร์ทำการกู้ข้อมูลได้ เนื่องจากเมื่อระบบทำการลบไฟล์ จะไม่ลบข้อมูลจริงทิ้งแต่จะลบส่วนที่เป็นการอ้างอิงตำแหน่ง (Index) ของข้อมูลแทน หมายความว่า “ชื่อ” ที่ใช้ในการอ้างอิงตำแหน่งของข้อมูลนั้นจะหายไป แต่ตัวข้อมูลยังคงอยู่ เมื่อฮาร์ดดิสก์แบบแม่เหล็กเขียนข้อมูลจะไม่ได้เปลี่ยนข้อมูลของบิทจาก0 เป็น 1 หรือ 1 เป็น 0 เป๊ะๆ แต่จะมีการเหลื่อมอยู่บ้าง
ถ้าสามารถอ่านข้อมูลดิบที่อยู่บนดิสก์แล้วทำการวิเคราะห์รูปแบบ (Pattern) ของการเปลี่ยนค่าจาก 0 เป็น 1 หรือ 1 เป็น 0 ได้ จะสามารถรู้ว่า ข้อมูลตรงส่วนนี้เคยมีค่าเป็นอะไรมาก่อน
นอกจากนี้ยังสามารถใช้กล้องสแกนแถบแม่เหล็กในฮาร์ดดิสก์ เพื่อดูค่าการจัดเรียงของสนามแม่เหล็กในดิสก์ได้ [15] อย่างไรก็ตาม การทำลายข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์นั้นก็ยังสามารถทำได้อยู่ จากการวิจัยพบว่า ถ้าเขียนทับข้อมูลนั้นมากกว่า 25 ครั้งจะไม่สามารถกู้ข้อมูลกลับคืนมาได้ [16] [17] [18]

การป้องกันข้อมูลสูญหาย
ในการป้องกันข้อมูลสูญหาย วิธีที่ดีที่สุดคือการสำรองข้อมูลอยู่อย่างสม่ำเสมอซึ่งการสำรองข้อมูลก็สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ใช้การต่อฮาร์ดดิสก์แบบ RAID เพื่อสำรองข้อมูลไปยังฮาร์ดดิสก์อีกลูกหนึ่งโดยอัตโนมัติ หรือนำข้อมูลที่สำคัญไปฝากไว้กับผู้ให้บริการฝากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

ข้อมูลเพิ่มเติม
* Data Remanence in Semiconductor Devices:
http://www.cypherpunks.to/~peter/usenix01.pdf

* List of data recovery software:
http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_data_recovery_software
* Reliably Erasing Data From Flash-Based Solid State Drives:
http://www.usenix.org/events/fast11/tech/full_papers/Wei.pdf
* Redundant_array_of_independent_disks:
http://en.wikipedia.org/wiki/Redundant_array_of_independent_disks

อ้างอิง
1. http://en.wikipedia.org/wiki/Hard_drive
2. http://www.pcguide.com/ref/hdd/op/heads/op_Height.htm
3. http://en.wikipedia.org/wiki/Solid-state_drive
4. http://www.datarecovery.net/articles/solid-state-drive-architecture.html
5. http://en.wikipedia.org/wiki/Data_remanence
6. http://en.wikipedia.org/wiki/Data_loss
7. http://www.datarecovery.net/solid-state-drive-recovery.html
8. http://www.datarecoverytools.co.uk/2010/02/21/is-ssd-data-recovery-possible-and-different-from-hard-drive-data-recovery/
9. http://www.recovermyflashdrive.com/articles/how-flash-drives-fail
10. http://www.recovermyflashdrive.com/articles/5-things-you-should-know-about-flash-drives
11. http://en.wikipedia.org/wiki/Data_recovery
12. http://www.dataclinic.co.uk/advanced-data-recovery-water-damaged-hard-disk-drive.htm
13. http://www.storagesearch.com/disklabs-art3-floods.html
14. http://www.associatedcontent.com/article/2556459/how_to_salvage_a_usb_flash_drive_from.html
15. http://www.nber.org/sys-admin/overwritten-data-guttman.html
16. http://www.cs.auckland.ac.nz/~pgut001/pubs/secure_del.html

17. http://www.anti-forensics.com/disk-wiping-one-pass-is-enough
18. http://www.anti-forensics.com/disk-wiping-one-pass-is-enough-part-2-this-time-with-screenshots

กระบวนการ “ปฐมพยาบาลฮาร์ดดิสก์” จากเหตุการณ์น้ำท่วม
โดย ดร.ชาลี วรกุลพิพัฒน์

หลังจากเราสามารถเข้าไปในบ้านได้แล้ว อันดับแรกคือจะต้องตรวจสอบระดับน้ำที่ได้ท่วมได้บ้าน จากนั้นใช้อุปกรณ์ตรวจสอบสัญญาณไฟฟ้ารั่ว เช่น เป็ดเช็คไฟรั่ง ไม้เช็คไฟรั่ว หรืออุปกรณ์อื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีไฟฟ้ารั่วในบ้านของเรา
แต่เพื่อให้แน่ใจ ให้ปิดสะพานไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้มีไฟฟ้ารั่วด้วย
ย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกน้ำท่วมไปยังบริเวณพื้นที่แห้ง
ข้อห้ามหากฮาร์ดดิสก์ถูกน้ำท่วม หรือแม้กระทั่งเคยถูกน้ำท่วม!!!
ห้ามลองเปิดให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน หรือถอดฮาร์ดดิสก์ไปต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น
ห้ามแกะฝาครอบฮาร์ดดิสก์ออกมาทำความสะอาดด้วยตัวเอง
ห้ามทำให้ฮาร์ดดิสก์แห้งด้วยตนเอง อาจจะด้วยวิธีการเป่าแห้ง หรือแม้กระทั่งตั้งทิ้งไว้ให้แห้งเองก็ตาม
ถอดฮาร์ดดิสก์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วให้นำใส่ถุงซิปทันที ถึงแม้ว่าฮาร์ดดิสก์จะยังคงเปียกอยู่ก็ตาม
ส่งฮาร์ดดิสก์ให้ศูนย์กู้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และมีนโยบายการรักษาความลับของลูกค้า เพื่อป้องกันข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ของเราถูกขโมย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากข้อมูลของท่านเป็นความลับ
ท้ายที่สุด บทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมนี้ ต้องไม่ลืมว่า เราจะต้องทำการสำรองข้อมูลอยู่สม่ำเสมอ อาจจะบันทึกลงในแผ่นซีดี ดีวีดี ฮาร์ดดิสก์ภายนอก หรือแม้กระทั่งไดร์ฟ USB ก็ตาม และจะต้องวางเครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อบันทึกต่างๆ ในที่ที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม หรืออาจจะหาถุงกันน้ำมาบรรจุสื่อบันทึกก็ได้

ข้อมูลบางส่วนอ้างอิงจาก http://www.idrlab.com/กู้ข้อมูลน้ำท่วม.html

View :2060

ไอดีซีปรับลดการคาดการณ์ตลาดฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และตลาดพีซีโลกอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมในไทย

November 14th, 2011 No comments

มหาอุทกภัยในประเทศไทยนั้นกำลังสร้างความเสียหายอันประเมินค่ามิได้ต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อันเป็นผลจากการที่โรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์กว่า 6 โรงงานได้รับความเสียหายต้องหยุดการผลิตไป โดยงานวิจัยฉบับใหม่ของบริษัทวิจัยไอดีซีชี้ว่า เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดการจัดจำหน่ายสินค้าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซีในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 ทั่วโลกเช่นกัน

ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้นั้น ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นฐานการผลิตหลักของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ โดยมีจำนวนการผลิตเป็น 40-45% ของโลก แต่หลังจากต้นเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา น้ำที่หลากอยู่ทั่วที่ราบภาคกลางได้ทำให้สายการผลิตเกือบครึ่งต้องหยุดชะงักไป ไม่เพียงแต่โรงงาน และ สายการ ผลิตเท่านั้นที่ได้รับความเสียหาย แต่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ยังส่งผลให้พนักงานไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ และไฟฟ้าเองก็ใช้การไม่ได้ในหลายพื้นที่อีกด้วย ถึงแม้การประเมินความเสียหายทั้งหมดจะยังคงไม่สามารถทำได้จนกว่าระดับน้ำจะลดลง แต่ในขณะนี้ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าอย่างแน่นอน

ความร้ายแรงของภาวะการขาดแคลนครั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของอุตสาหกรรมในการฟื้นตัวจากความเสียหายที่มีต่อสายการผลิตในประเทศไทย ไอดีซีเชื่อว่าผู้ผลิตจะฟื้นตัวและกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตให้เป็นปกติได้ในระยะเวลาอันไม่นานนัก แต่อย่างไรก็ตามสินค้าฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จะยังคงขาดตลาดต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นผู้ผลิตสินค้าพีซีควรจะมีแผนรองรับสิ่งต่อไปนี้

• การขาดตลาดของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์อย่างรุนแรงตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2554 และส่งผลต่อเนื่องไปยังไตรมาสที่ 1 ของปี 2555
• การผลิตสินค้าพีซีส่วนใหญ่ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 นั้นสามารถทำได้โดยการใช้ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่มีอยู่ในคลังของโรงงาน นั่นทำให้ยอดการผลิตพีซีในช่วงเวลาดังกล่าวได้รับผลกระทบน้อยกว่า 10% แต่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือยอดการผลิตพีซีในไตรมาสที่ 1 ของปี 2555 นั้นอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 20% ซึ่งนี่คือผลมาจากการขาดแคลนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของพีซีนั่นเอง
• ราคาฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จะถีบตัวสูงขึ้นเพราะปริมาณสินค้ามีน้อยกว่าความต้องการซื้อ อีกทั้งต้นทุนของผู้ผลิตเองก็สูงขึ้นอันเนื่องมาจากต้นทุนของวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายในการเร่งขนส่งสินค้า และค่าใช้จ่ายในการย้ายฐานการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น
• อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า และราคาของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จะคงที่ภายในเดือนมิถุนายน โดยสิ่งต่างๆ จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในครึ่งหลังของปี 2555
• ผู้ผลิตพีซีรายเล็กจะสูญเสียลูกค้าระดับองค์กรให้กับผู้ผลิตรายใหญ่กว่า ซึ่งอาจนำไปสู่การควบรวมกิจการระหว่างผู้ผลิตด้วยกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง

นายจอห์น ริดนิ่ง รองประธานฝ่ายงานวิจัยตลาดฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และเซมิคอนดัคเตอร์ของไอดีซีได้แถลงว่า “เพื่อที่จะรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จะให้ความสำคัญกับการจัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้าที่มียอดการสั่งซื้อสูงอย่างเช่นผู้ผลิตพีซีรายใหญ่ๆ ในขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นไปที่การจัดส่งสินค้าที่มีกำไรสูงซึ่งก็คือสินค้าที่เป็นส่วนประกอบของเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจระดับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์คงไม่สามารถละเลยลูกค้ารายเล็กๆ ได้ เพราะลูกค้าเหล่านี้จะยังคงมีความสำคัญเมื่อกำลังการผลิตกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว”

“เราน่าจะได้เห็นวิธีการจัดการด้านการผลิตและการทำข้อตกลงกับลูกค้าแบบต่างๆ ที่น่าสนใจ เนื่องจากผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อฟื้นฟูกำลังการผลิต และในขณะเดียวกันจะต้องวางแผนที่จะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วย”

ซึ่งนายไบรอัน มา รองประธานฝ่ายงานวิจัยตลาดอุปกรณ์ต่อพ่วงประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของไอดีซีได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ตลาดพีซีในเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น) น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าตลาดในภูมิภาคอื่นๆ เพราะยอดขายของพีซีที่ประกอบตามร้านนั้นมีปริมาณสูงในภูมิภาคนี้ แต่นั่นก็อาจเป็นโอกาสอันดีของผู้ผลิตพีซีแบรนด์เนมที่สามารถสั่งซื้อฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ได้ในปริมาณมาก ในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้”

“การบริโภคสินค้าพีซีภายในประเทศไทยเองก็ยังเป็นคำถามสำคัญ เพราะมีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมายตั้งแต่เรื่องของความสามารถในการขนส่งและกระจายสินค้าไปจนถึงแผนการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ แต่เราเคยเห็นตัวอย่างจากในอดีตมาหลายครั้งแล้วว่าตลาดในประเทศไทยมักจะฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และเราก็หวังว่าจะไปเห็นการฟื้นตัวแบบนั้นอีกครั้งหนึ่งในครึ่งปีหลังของปีหน้า”

โดยไอดีซีได้จัดทำงานศึกษาวิจัยที่มีชื่อว่า “The PC Market Is Disrupted By HDD Shortages: The Severity, Resulting Opportunities, And Expected PC Market Reactions” ซึ่งเป็นงานวิจัยที่จะประเมินถึงผลกระทบจากภาวะการขาดแคลนสินค้าฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์อันเกิดจากวิกฤติอุทกภัยในประเทศไทย ที่มีต่อตลาดพีซีในไตรมาส 4 ปี 2554 และในครึ่งปีแรกของปี 2555 ซึ่งได้มีการนำสมมุติฐานในเรื่องของระยะในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และระยะเวลาที่ใช้ในการเพิ่มปริมาณฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ในคลังสินค้าให้กลับมาสู่ภาวะปกติเข้าไปในกรอบการวิเคราะห์ อีกทั้งงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้ประมาณการณ์ราคาของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

View :1345

บาร์โค้ด…สำคัญไฉน

November 2nd, 2011 No comments


เทคโนโลยีบาร์โค้ด สัญลักษณ์รหัสแท่งที่ใช้แทนข้อมูลตัวเลขหรือตัวอักษรบนสินค้า ส่วนมากเราจะเห็นบาร์โค้ดในการซื้อสินค้าตามร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ในความเป็นจริงบาร์โค้ดเป็นมากกว่าที่คุณคิดที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เกิดความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ การบริโภคสินค้าแต่ละชนิดนั้น นอกจากความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้บริโภคใช้ในการเลือกซื้อสินค้าแล้ว รูปแบบบรรจุภัณฑ์ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้บริโภคในปัจจุบันคำนึงถึงไม่แพ้กัน ซึ่งบาร์โค้ดก็เป็นส่วนสำคัญที่อยู่บนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ที่สามารถช่วยสร้างมูลค่าให้กับสินค้าได้ และช่วยเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ทำให้สามารถทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้า ช่วยควบคุมระบบการจำหน่ายได้เป็นอย่างดี ส่วนประโยชน์ของบาร์โค้ดที่มีต่อผู้บริโภคนอกจากจะเป็นตัวช่วยแจ้งราคาสินค้า สามารถป้องกันการชำระเงินที่ผิดพลาด

บาร์โค้ดคือศูนย์รวมข้อมูลของสินค้านั้น ๆ ที่สามารรถทราบถึงรายละเอียดภายในสินค้า ส่วนประกอบ วันหมดอายุ ตลอดจนสืบค้นแหล่งที่มาต้นตอ ผู้ที่ผลิตสินค้าได้ ดังนั้นระบบเทคโนโลยีบาร์โค้ดในปัจจุบันถือเป็นระบบมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับทั้งในภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน วางแผนการผลิต และกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งสามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับตลาดในปัจจุบันและในอนาคต

ปัจจุบันบาร์โค้ดเข้ามามีบทบาทในการติดต่อสื่อสารระหว่างคู่ค้าหรือกลุ่มธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยทั้งทางด้านการจัดเก็บสินค้า การขนส่งสินค้า และการจัดจำหน่าย ซึ่งในส่วนนี้ สถาบันรหัสสากล หรือ GS1 Thailand ภายใต้การกำกับดูแลของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรระดับสากลที่จัดตั้งมาตรฐาน และให้การบริการ ให้คำปรึกษา สนับสนุนเทคโนโลยีบาร์โค้ดไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่จะเป็นภาษาเดียวกันทั่วโลก ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทย ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ ผู้บริโภคในตลาดโลกที่จะทราบถึงรายละเอียด แหล่งที่มาของสินค้านั้นๆ อันหมายถึงการส่งออกที่จะมาอีกมหาศาล เม็ดเงินที่จะนำเข้าสู่ประเทศในอนาคต ภาษากลางทางธุรกิจ “บาร์โค้ด” ที่จะส่งต่อมูลค่าให้กับประเทศ

บาร์โค้ดปัจจุบันไม่ใช้เพียงแท่งรหัสสินค้า แต่จะเป็นสัญลักษณ์ทางธุรกิจหรือสินค้านั้น ที่จะเพิ่มมูลค่าผ่านความคิดสร้างสรรค์บนบรรจุภัณฑ์สินค้า ดังนั้นสถาบันรหัสสากลได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของบุคลากรไทย ในด้านการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ พร้อมกับการสร้างตลาดสินค้าของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดระดับสากล สู่ความเชื่อมั่นในสินค้าที่มาจากประเทศไทย จึงได้จัดโครงการ “การประกวดออกแบบบาร์โค้ดบนบรรจุภัณฑ์” ปี2554 ในหัวข้อ “Amazing Barcode Design for Food Package” ตามแนวความคิดของคอนเซ็ปต์ “ประเทศไทย แหล่งอาหารที่สำคัญของโลก ครัวของโลก” ซึ่งกลุ่มธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่สามารถนำรายได้เข้าประเทศได้ปีละหลายพันล้านบาท และเป็นส่วนช่วยดึงดูดผู้บริโภคในระดับนานาชาติเกิดความต้องการในสินค้ากลุ่มอาหารของประเทศไทย พร้อมทั้งสร้างเอกลักษณ์ผ่านภาษากลางทางธุรกิจ “บาร์โค้ด” ที่มีความแตกต่างบนบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบโดยบุคลากรไทย เสริมศักยภาพเชิงแข่งขันในตลาดต่างประเทศ บาร์โค้ดมาตรฐานสากลที่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสินค้าที่เชื่อถือได้ มีเลขหมายประจำตัวสินค้า ทำให้ผู้สนใจสามารถทราบถึงแหล่งผู้ผลิต และติดต่อซื้อขายกันได้สะดวกโดยตรง รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการส่งออกของประเทศให้เติบโต และเชื่อว่าเทคโนโลยีด้านบาร์โค้ดจะสามารถช่วยผลักดันในเชิงมูลค่า ความเชื่อมั่นทางภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นการออกแบบ “บาร์โค้ด” นอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าแล้ว สัญลักษณ์ชิ้นเล็กๆ เทคโนโลยีที่ไม่ควรมองข้ามจะสามรารถเพิ่มมูลค่าตลาดได้อย่างมหาศาล เพียงใส่ใจในสินค้า มองเห็นถึงศักยภาพของบุคลากรไทย พร้อมสนับสนุน ส่งเสริมในเทคโนโลยีบาร์โค้ดให้เป็นภาษากลางทางธุรกิจที่ใช้กันทั่วโลกในระดับสากลบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ของไทย เชื่อได้ว่าจะเป็นส่วนช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับ สร้างศักยภาพเชิงการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ พร้อมเป็นส่วนในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจในประเทศให้มีการเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ

View :2320

“ไทยแลนด์ พาวิลเลียน แอมบาสเดอร์” ปั้นเยาวชนสู่ทูตแห่งท้องทะเลไทยทำหน้าที่ไกลถึงเกาหลี

October 14th, 2011 No comments

ทช.ต่อยอดงานเอ็กซ์โประดับโลก Yeosu International Exposition 2012 ณ เมืองยอซู เปิดโอกาสเยาวชนไทย สู่การเป็นทูตแห่งท้องทะเล ภายใต้โครงการ “ไทยแลนด์ พาวิลเลียน แอมบาสเดอร์” สร้างประสบการณ์-เพิ่มศักยภาพเยาวชนไทยในเวทีโลก พร้อมปั้นไทยแลนด์พาวิลเลียนเป็น 1 ใน 5 พาวิลเลียนยอดนิยม

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ได้จัดโครงการ ไทยแลนด์ พาวิลเลียน แอมบาสเดอร์ หรือ ทูตแห่งท้องทะเลไทย เพื่อสรรหาเยาวชนไทย ไปเป็นตัวแทนเผยแพร่วัฒนธรรมไทย และนำเสนอการบริหารจัดการท้องทะเลไทยในงาน Yeosu International Exposition 2012 ณ เมืองยอซู สาธารณรัฐเกาหลี ในระหว่างวันที่ 12 พฤษภาคม ถึง 12 สิงหาคม 2555 ซึ่งถือเป็นการร่วมงานเอ็กซ์โประดับโลกอีกครั้ง ของประเทศไทย หลังจากประสบความสำเร็จจากการร่วมงาน เซี่ยงไฮ้ เวิลด์เอ็กซ์โป 2010 เมื่อปีที่ผ่านมา

โดยไทยแลนด์พาวิลเลียนแอมบาสเดอร์ ที่เปิดรับสมัครในปีนี้ ต้องการเยาวชนเพื่อทำหน้าที่ใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ส่วนนิทรรศการ เพื่อเผยแพร่เอกลักษณ์ความโดดเด่นของมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมความเป็นไทยผ่าน “อาคารศาลาไทย” และนักแสดงประจำอาคารศาลาไทย ซึ่งต้องมีความสามารถด้านการแสดง นาฏศิลป์ไทย ,นาฏศิลป์สากล หรือการแสดงผสมผสานระหว่างไทยและสากลที่แปลกใหม่สร้างสรรค์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงประจำศาลาไทยและการแสดงประจำวันชาติ ในงาน Yeosu International Exposition 2012 ณ เมืองยอซู สาธารณรัฐเกาหลี

ทั้งนี้ในการหาตัวแทนประเทศไทยเพื่อเป็น ไทยแลนด์พาวิลเลียนแอมบาสเดอร์นั้น ได้ขยายคุณสมบัติผู้สนใจร่วมสมัคร จากกลุ่มเยาวชนสู่กลุ่มคนทำงาน อายุ 18-30 ปี โดยต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถด้านภาษา ไทย เกาหลี และอังกฤษ มีใจรักในธรรมชาติโดยเฉพาะท้องทะเลและวัฒนธรรมไทย

“การเข้าร่วมงาน Yeosu International Exposition 2012 ณ เมืองยอซู สาธารณรัฐเกาหลี ของประเทศไทยในครั้งนี้ สามารถต่อยอดสู่สังคมผ่านกิจกรรมดีๆ ด้วยการเปิดเวทีคัดสรรเยาวชนไทยที่มีความสามารถไปทำหน้าที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของ 2 ชาติ และยังเผยแพร่….ทะเลไทยและวัฒนธรรมไทยให้อีกหลายๆชาติที่เข้าร่วมงาน ถือเป็นการจุดประกายอีกหนึ่งสิ่งดีๆให้เกิดแก่สังคมคนรุ่นใหม่ ที่จะต้องหันมามองเรื่องของการดูแลอนุรักษ์ส่งแวดล้อมที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง” นายเกษมสันต์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ การร่วมงาน Yeosu International Exposition 2012 จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “The Living Ocean and Coast :Diversity of Resources and Sustainable Activities โดยประเทศไทยได้กำหนดแนวคิดการร่วมงานครั้งนี้ด้วยคอนเซ็ป “ Colors of Diversity : Capacity of Thailand และคาดหวังว่า ความน่าสนใจของทะเลไทย วัฒนธรรมไทยและความสามารถในการนำเสนอจะทำให้อาคารศาลาไทยเป็น 1 ใน 5 พาวิลเลียนที่ได้รับความนิยมสูงสูงจากกว่า 120 พาวิลเลียนอีกด้วย

สำหรับผู้มีความสามารถและสนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถ ตรวจสอบคุณสมบัติและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.thailandpavilion2012 .com ยื่นใบสมัคร พร้อมหลักฐาน รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว 1 รูป , รูปถ่ายเต็มตัว 1 ใบ ขนาด 4”x6”,ใบรับรองผลการเรียน (Transcription) , สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน ผ่านอีเมล info@thailandpavilion2012.com หรือส่งไปรษณีย์มาที่ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) 545 ซอยปรีดีพนมยงค์ 42 สุขุมวิท 71 พระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กทม. 10110 วงเล็บมุมซอง ไทยแลนด์ พาวิลเลียน แอมบาสเดอร์ ส่งภายในวันที่ 22 ต.ค.2554

ในส่วนของผู้ผ่านการคัดเลือกจากหลักฐานและใบสมัคร เข้าสัมภาษณ์กับผู้ทรงคุณวุฒิ ในวันที่29ต.ค.2554 ที่บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) 545 ซอยปรีดีพนมยงค์ 42 สุขุมวิท 71 พระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กทม. ติดต่อสอบถามข้อมูล 02-725-9333 ต่อ 351,361,371,

View :1512

โปรโมชั่น และ Gadgets ตัวใหม่ ในงาน “คอมมาร์ต คอมเทค ไทยแลนด์ 2011”

October 14th, 2011 No comments

สำหรับมหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี Commart Comtech Thailand 2011 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 6 พฤศจิกายน นี้ พบกับกองทัพแท็บเล็ตราคาพิเศษจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำที่มารวมพลกันมากกว่าครั้งไหน ๆ ตื่นตากับสีสันของสินค้าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เพิ่งเปิดตัวในต่างประเทศ ซึ่งนำมาจัดแสดงและมีให้จับจองกันในงาน รวมถึงร่วมประมูลเป็นเจ้าของได้ในราคาเกินคุ้ม เช่น Sony Tablet, Samsung Chromebook และ Nook Color อีบุ๊กจอสี เป็นต้น

NOOK COLOR

Nook Color อีบุ๊กจอสี


แท็บเลตขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงสีสันของอีบุ๊กได้อย่างลงตัว เขื่อมต่อด้วย Wi-Fi มาพร้อมกับโอเอสอย่างแอนดรอยด์สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ Twitter และ Facebook ได้ ขนาดความละเอียดของหน้าจอที่ 1024×600 พิกเซล ใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมง

SONY TABLET

Sony Tablet


แท็บเลตล่าสุดของโซนี่ ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยที่มีขนาดหน้าจอ 9.4 นิ้ว พร้อมด้วยระบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi มาพร้อมกับแอนดรอยด์โอเอสล่าสุด และระบบเครื่องเสียงของโซนี่ ทำให้คุณเล่นไฟล์มัลติมีเดียด้วยระบบเสียงที่ไม่เหมือนใคร สำหรับการออกแบบได้ออกแบบให้หิ้วไปมาได้สะดวก และมีน้ำหนักเบาเพียง 598 กรัมเท่านั้น มีหน่วยความจำให้เลือก 2 ขนาด คือ 16GB และ 32GB

SAMSUNG CHROMEBOO

Samsung Chromebook


Samsung Series 5 ChromeBook เน็ตบุ๊คที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Chrome OS ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีดีไซน์ที่สวยงาม-บางเบาน่าใช้เท่านั้น แต่มันยังมีสเป็กการทำงานของเครื่องที่น่าสนใจอีกด้วย Samsung Series 5 ChromeBook เน็ตบุ๊คที่มีความบางเป็นพิเศษแค่ 0.79 นิ้ว โดยจะทำงานด้วยระบบปฎิบัติการ Chrome OS ของ Google ภายในตัวเครื่องใช้โพรเซสเซอร์ดูอัลคอร์ Atom ของ Intel และแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ทั้งวัน ซึ่ง Google ให้นิยามความหมายของการใช้งานได้ทั้งวันนี้ว่า สามารถใช้งานได้นานต่อเนื่อง 8.5 ชั่วโมง Samsung ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Series 5 ChromeBook ว่า มันมีหน้าจอขนาด 12.1 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 800 พิกเซล ความสว่าง 300 nit และมีน้ำหนักเพียง 3.6 ปอนด์ (ประมาณ 1.63 กิโลกรัม) เชื่อมต่อการทำงานไร้สายด้วย Wi-Fi 802.11 หรือจะเลือกใช้เป็น 3G ก็ได้ มี USB 2.0 ให้ 2 พอร์ต เว็บแคม และแทร็คแพดแบบคลิกได้ (ข้อมูลจาก ARiP.co.th)

View :1691

รมว.ไอซีที แถลงข่าว กรณี ทวิตเตอร์ @PouYingluck โดนแฮค [Audio]

October 3rd, 2011 No comments

[Audio] รัฐมนตรีอนุดิษฐ์​นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแถลงข่าวความคืบหน้าของกรณีทวิตเตอร์นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554 ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

001_A_011_ICT

View :1266

มุมมองนักกฏหมาย กรณีทวิตเตอร์นายกฯ ยิ่งลักษณ์โดนแฮค

October 3rd, 2011 No comments

เมื่อเช้าหลังจากที่รัฐมนตรีอนุดิษฐ์​นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแถลงข่าวความคืบหน้าของกรณีทวิตเตอร์นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรเสร็จสิ้นตอนเช้าของวันนี้ อาจารย์ไพบูลย์​ อมรภิญโญเกียรติ นักกฎหมายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้ทวิตแสดงความคิดเห็นดังนี้

@paiboona: น่าติดตามแถลงข่าวของไอซีทีกรณีแฮ็กทวิตเตอร์อย่างยิ่งโดยเฉพาะการตั้งข้อกล่าวหากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและการปรับใช้พรบคอมฯครับ

@paiboona: หลังไอซีทีแถลงผมจะวิเคราะห์ข้อเท็จจริงกับข้อกมครับว่าจะจับคนร้ายได้?ไอซีทีถูกแฮ็กทุกทีที่มีการเปลี่ยนขั้วการเมืองแต่ไม่เคยจับคนร้ายได้เลย?

เลยถือโอกาสสอบถามอาจาย์ดังนี้….​

@lekasina: ไม่แน่ใจว่า ขอข้อมูลอะไรไปบ้างค่ะ ทางนั้นเขาสามารถให้ข้อมูลบางอย่างได้ไหมคะ หากรัฐบาลร้องขออ่ะค่ะ

@paiboona: เป็นดุลยพินิจของทวีตเตอร์ครับ

@paiboona: เท่าที่เคยทำในทางคดีจะให้แค่ไอพีแต่ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ครับขัดต่อกมอเมริกา ทวีตเตอร์ยึดข้อกำหนดในเว็บไซท์เป็นหลักครับ

@paiboona: ที่สำคัญตอนนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องสงสัยเลยครับแล้วใช้อำนาจอะไรไปขอทวีตเตอร์ที่เป็นบริษัทที่มีที่อยู่ในต่างปท.ครับ

@paiboona: ทางปฏิบัติแค่ไอพีไม่พอครับยิ่งถ้ามืออาชีพจะปลอมไอพีและใช้ dynamic IP ครับแต่ถ้าเป็นมือสมัครเล่นอาจได้ผลครับ

@lekasina: แล้วเคสนี้อาจารย์มองว่า มืออาชีพไหมคะ

@paiboona: ส่วนตัวผมยังเชื่อว่าไม่มีการแฮกแต่เป็นเรื่องรหัสผ่านหลุดไปยังบุคคลภายนอกครับ แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นครับ

@paiboona: ฟังแถลงไอซีทีแล้วไม่เชื่อว่ารู้ตัวแล้วเร็วไปการทำCyber investigation ต้องใช้เวลาและคดีนี้ต้องมีการทำcomputer forensic เพื่อยืนยันตัวคนทำด้วย

ประเด็นขอข้อมูลจากทวิตเตอร์อเมริกาคงไม่ให้ครับ เพราะดูจากเนื้อหากระทู้ไม่น่าผิดกมอเมริกาครับเท่าที่ดูอาจจะเป็นแค่ไฟไหม้ฟางเหมือนที่คมช.เคยโดน

การแฮ็กFBหรือTwitterเป็นไปได้ยากมากเพราะดู algorhytm และระบบความปลอดภัยของทั้งสองเว็บยากต่อการแฮ็กมาก และupdatedตลอดเวลาปัญหาที่userมากกว่าครับ

ปัญหาในคดีส่วนใหญ่ในเมืองไทยช่องโหว่วของการใช้SMอยู่ที่ผู้ใช้ครับเช่นการจำรหัสผ่าน การแชร์รหัสผ่านในกลุ่มผู้ใช้. ลืม log out หลังใช้งานครับ

เมื่อคืน (คืนวันเกิดเหตุทวิตเตอร์นายกฯ ถูกแฮค) ได้สอบถามอาจารย์ไพบูลย์​ดผ่านไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ดังนี้ค่ะ

@lekasina: คิดว่ากรณีนี้จะส่งผลอย่างไรต่อร่างพรบ.คอมพ์ฉบับปี.ที่ตอนนี้อยู่ที่ก.ไอซีทีบ้างไหมคะ

@paiboona: ถ้าจับไม่ได้ก็คงแก้กมให้รุนแรงขึ้นแน่นอนครับ

@paiboona: จริงๆแล้วการแฮ็กครั้งนี้เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของไอซีทีและหน่วยงานรัฐเป็นอย่างดีถ้าจับคนผิดไม่ได้แล้วถ้าปชชเป็นผู้เสียหายจะทำ?

@paiboona:ส่วนตัวผมว่าการปรับข้อกมกับการแฮ็กที่เกิดขึ้นชัดเจนและง่ายต่อการปรับใช้มากแต่หากไม่เข้าใจก็คงเสนอแก้กมแรงขึ้นซึ่งแก้ไขไม่ตรงจุด

@paiboona:เป็นไปได้ครับแต่ต้องตามว่าใครเป็นเจ้าภาพยกร่างครับ:) รัฐบาลชุดนี้ไม่น่าใช้ร่างรัฐบาลเดิมเพราะถูกวิจารณ์หนักมากครับ

@lekasina:อาจารย์เห็นด้วยไหมคะที่จะแยกเอาพรบ.คอมพ์ออกมาเป็น pure computer crime ไปเลยอ่ะค่ะ

@paiboona: ที่ถูกควรเป็นอย่างนั้นแต่ติดปัญหาที่กม.วิอาญา วิอาญาปัจจุบันไม่ให้อำนาจตำรวจและศาลรวบรวมพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ก่อนฟ้องหรือแจ้งความถ้าไม่แก้วิอาญาก็คงต้องใช้พรบคอมฯไปก่อนครับ

@lekasina: แปลว่าหากจะมีการผลักดันร่างพรบ.คอมพ์อีกครั้ง จะไม่ร่างเดิมทียกสมัยรมว.จุติหรือคะ

@paiboona:คิดว่าคนละขั้วกันไม่น่าใช้ร่างเก่าครับ

@lekasina: อย่างนี้..ยกร่างนานไหมคะ หากทำกันตามกระบวนการปกติอ่ะค่ะ

@paiboona:ขึ้นอยู่กับทีมที่ยกร่างถ้ายกร่างดีๆ+ประชาพิจารณ์ก็น่าจะอย่างน้อย1ปีครับ

@lekasina: หากจะมีการปรับร่าง อาจารยืคิดว่มีประเด็นหลักๆ อะไรบ้างคะที่คนยกร่างชุดใหม่จะปรับแก้ จากร่างปัจจุบันอ่ะค่ะ

@paiboona: หลายประเด็นครับ >> ตัดเรื่องทำสำเนาออกครับเพิ่มเรื่องการยกเว้นความรับผิดของผู้ให้บริการตามม15อาจเลียนแบบDMCA กมอเมริกา ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานเฉพาะ >> การได้มาซึ่งพยานหลักฐานฯลฯครับ >>ที่สำคัญยกเลิกการอบรมพนงไอซีทีหรือcyber cop ที่ใช้แบบเร่งด่วน 4วัน เป็น4เดือนตามกมและมีการอบรมด้านcomputer forensicอย่างจริงจัง

@lekasina หากมีการยกร่างใหม่จริงๆ และปรับแก้ตามประเด็นที่อจกล่าวมา จะทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์น้อยลงไหมคะ ได้รับการสนับสนุนมากขึ้นไหมคะ

@paiboona: ครับ อยากให้คนที่ร่างคือคนที่ถูกบังคับใช้ด้วยเช่นสื่อ ไอเอสพี โฮสติ้ง คนทำเว็บ ฯลฯไม่ใช่ตำราของรัฐ+นักวิชาการที่ไม่ได้ปฏิบัติจริงครับ

@lekasina ต้องขึ้นกับว่า กระบวนการยกร่างของเขาจะเปิดโอกาสให้ปชช. ในแต่ละภาคส่วนเข้าไปมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหนด้วยใช้่ไหมคะ

@paiboona: ใช่ครับ

View :1648

ICT Policy

October 1st, 2011 No comments

The Information and Communication Technology Minister Anudit Nakornthap said at the seminar hosted by Information and Technology Press Club (ITPC) last month that the short-term ICT policies are free tablet and free wifi in the pubic area that will start within late of this year.

Anudit Nakornthap

And, the ministry will drive its main policy that is to increase broadband penetration rate to achieve 80 to 85 per cent in the next four years, from now less than 10 per cent.

Currently, 2G network in Thailand is over demand but the quality in only voice, we plan to increase network to 3G in order to allow people to experience the triple play- voice, data, and video, said Anudit.

“For free wifi, we have already develop the action and implement plans. It is free for people to use wifi for free in education, government area, and tourist area. We can offer the free wifi from using USO fund,” said Anudit.

He added that free wifi will encourage the local content development. The increasing broadband penetration rate will also help open the room for local content development. Free wifi project, will be started within this year and the model of investment will be collaboration between government and private sector.

For e-commerce, Thailand is now not go forwards as well. it is also the duty of ICT Ministry. in the next 6 to 9 months, the e-commerce in Thailand will be more active. The ICT Ministry will work closely with the Ministry of Commerce to encourage the e-commerce deployment in Thailand.

Moreover, ICT Ministry plans to drive e-government. Smart ID card will be utilized mostly in order to provide e-government services to people.

“Now, we have the main data based included people and business data baed from Department of Internal and Department of Revenue, we will to integrate both of them and utilize this data base.”

He added that the ICT Ministry will drive the government information network (GIN) project that will be utilized and to allow government organizations to not duplicated invest and not integrated. The network will be utilized to conduct tele-conference and to increase the quality of government’s services.

The ministry also focuses on the prime ministerial operation center (PMOC).

“For example, in healthcare segment, currently there are network laid down to connect the local public health in the local area to the center to conduct the tele-health service. Smart Thailand is aimed to allow Thai people to use IT to improve their daily life.
The ICT Ministry will establish the national data center and to optimize the smart ID card to get to government services efficiency,” said Anudith.

Since the government’s main policies are to support SMEs business, software business in Thailand is accounted in this SMEs; and to promote the local software development. Once, the network coverage is cover wide area will lead and increase demand in local content/ local software consumption as well. The government will exercise this policy through the Software Industry Promotion Agency (Sipa).

http://www.mict.go.th/download/article/article_20110826155742.pdf

View :1426

“ดิจิทอลล์ฯ”… น้องใหม่ ฝีมือเก๋า ในสนามดิจิตอล แมกกาซีน

October 1st, 2011 No comments

เมื่อเร็วๆ นี้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของไทยอย่างเอไอเอส ได้เปิดตัวดิจิตอล แมกกาซีนภายใต้ชื่อ “เซเรเนด ดิจิตอล แมกกาซีน” (Serenade Digital Magazine) ดิจิตอล แมกกาซีน ราย 3 เดือนที่มีวัตถุประสงค์ไม่เพื่อตอบโจทย์งานด้านลูกค้าสัมพันธ์ (CRM: Customer Relationship Management) ขององค์กร แต่เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ผ่านสื่อนิตยสารในรูปแบบดิจิตอลเล่มแรกของบริษัท

เบื้องหลังความสำเร็จของ “เซเรเนด ดิจิตอล แมกกาซีน” คือ การทำงานอย่างหนักของทีมงานกว่า 10 ชีวิตของบริษัทน้องใหม่อายุยังไม่ถึงปีอย่าง บริษัท ดิจิทอลล์ ประเทศไทย จำกัด บริษัทที่ฝากฝีไม้ลายมือในการผลิตดิจิตอล แมกกาซีนชื่อดังอย่าง mars มาแล้วนั่นเอง

กมลวรรณ ดีประเสริฐ กรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทอลล์ ประเทศไทย จำกัด
เล่าว่า ธุรกิจหลักของบริษัทคือการพัฒนาแอพพลิเคชั่นด้านเนื้อหาข้อมูล (Informative Application) สำหรับอุปกรณ์แท็ปเล็ต (Tablet) หลังจากที่ทีมงานของบริษัทเก็บสะสมประสบการณ์จากการพัฒนาดิจิตอล แมกกาซีนภายใต้แบรนด์ mars มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนออกมาตั้งบริษัทรับพัฒนาดิจิตอล แมกกาซีนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และเริ่มรับผลิตดิจิตอล แมกกาซีนให้กับเอไอเอส รวมถึงดิจิตอล แมกกาซีนสำหรับองค์กรอีก 2-3 ราย ที่จะเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาดิจิตอล แมกกาซีนของตัวเอง (ที่เป็นรูปแบบหนังสือ คือ ไม่ได้ออกเป็นรายเดือนหรือรายปักษ์) ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นหนังสือดิจิตอล แมกกาซีนเกี่ยวกับเรื่องการทำอาหาร และเรื่องท่องเที่ยวสำหรับ iPhone และ iPad ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดตัวได้ภายในครึ่งปีหลังนี้

กมลวรรณ บอกว่า ตลาดดิจิตอล แมกกาซีนเป็นตลาดใหม่ที่มีอนาคตทางธุรกิจ แต่เป็นช่วงที่ต้องทำความเข้าใจกับตลาดว่าดิจิตอล แมกกาซีน นั้นแตกต่างจากการนำไฟล์งานหนังสือ หรือไฟล์งานสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ผ่านการออกแบบและจัดหน้าแบบสื่อกระดาษมาจับใส่อุปกรณ์แท็ปเล็ตที่มีความสามารถในการนำเสนอเนื้อหาที่มากกว่าตัวอักษรและภาพนิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการทำให้ลดทอนศักยภาพในการนำเสนอของอุปกรณ์แท็ปเล็ตแล้ว ยังสร้างความเข้าใจผิดให้กับตลาดดิจิตอล แมกกาซีน และทำให้สิ้นเปลืองต้นทุนและแรงงาน และยังสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจนี้ เพราะรูปแบบและวิธีการทำงานในการพัฒนาดิจิตอล แมกกาซีน หรือ การพัฒนาเนื้อหาในรูปแบบดิจิตอลนั้น เป็นคนละแนวคิดกับรูปแบบการพัฒนาเนื้อหาในรูปแบบและแนวคิดเดิมๆ

“หากเราไม่ทำความเข้าใจกับตลาดว่าดิจิตอล แมกกาซีนไม่ใช่การหยิบไฟล์ PDF มาใส่ แล้วเปิดอ่านแบบพลิกไปพลิกมา ซึ่งการทำแบบนี้นอกจากจะไม่ช่วยทำให้ตลาดดิจิตอล แมกกาซีนเติบโต ในเชิงการตอบสนองจากผู้อ่านแล้ว จะยังไม่ช่วยสร้างการเติบโตของดิจิตอล แมกกาซีนในแง่ของเม็ดเงินโฆษณาที่คาดว่าจะไหลเข้ามา ซึ่งตลาดในช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้น ที่รายได้จากเม็ดเงินโฆษณายังไม่ค่อยไหลเข้ามามากนัก”

กมลวรรณ ย้ำว่า ตลาดดิจิตอล แมกกาซีนในไทยนั้นยังเล็กแต่มีแนวโน้มที่ดี แต่ตลาดยังไม่แข็งแรงพอที่จะสามารถสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากเม็ดเงินโฆษณา และรายได้จากค่าสมาชิก หรือค่าซื้อแอพพลิเคชั่น ดังนั้น ดิจิตอล แมกกาซีนในช่วงจะเน้นหนักไปที่วารสารองค์กร (Corporate Magazine) ที่ตอบโจทย์เพื่องานประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ขององค์ เป็นหลักมากกว่าที่จะเป็นดิจิตอล แมกกาซีนที่เป็นนิตยสารกระโดดเข้ามาทำ

“ในสนามนี้ทุกคนที่เข้ามาล้วนใหม่หมด และทุกคนสามารถเข้ามาแบ่งเค้กก้อนนี้ได้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเนื้อหา บริษัทซอฟต์แวร์ หรือธุรกิจโรงพิมพ์ แต่ดิจิทอลล์ ประเทศไทยเรามีความได้เปรียบตรงที่เรามีความเป็นสื่อ เราผ่านงานทำเว็บข่าวของเครือผู้จัดการและมีส่วนในการพัฒนาเว็บ www.manager.co.th ปัจจุบันเท่าที่มองไปในตลาด เราจะพบว่ามีบริษัทพัฒนาดิจิตอล แมกกาซีนรายหลักๆ อยู่ประมาณ 5 ราย ซึ่งเราไม่ถือว่าเป็นคู่แข่งกัน เพราะตลาดมันเพิ่งเริ่ม และตลาดมันใหญ่มาก ตอนนี้เรามองว่าเราเป็นพันธมิตรที่จะช่วยกันสร้างตลาดมากกว่า ตลาดมันใหญ่และมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ เพราะเราไม่จำกัดตัวเองว่าเป็นผู้ผลิตดิจิตอล แมกกาซีน แต่เรามองว่าเราเป็นผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นด้านเนื้อหา ซึ่งโดยเทคโนโลยีเราสามารถนำเสนอลูกเล่นในการนำเสนอได้อีกมากมาย ความท้าทายในปัจจุบัน กลับกลายเป็นการทำความเข้าใจกับตลาดว่าดิจิตอล แมกกาซีน หรือการนำเสนอเนื้อในรูปแบบดิจิตอลมันเป็นอะไรที่มากไปกว่า การอ่านหนังสือบนสื่อดิจิตอล ซึ่งเราต้องช่วยกัน” กมลวรรณทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ

View :2455
Categories: Digital Magazine, Tablet Tags: